อำลาอาลัย Miyoshi

Standard

เย็นหนึ่งในวันที่ซึมเศร้า กรุงเทพฯเป็นเขตประกาศเคอฟิว พวกเราออกตระเวนหาร้านซูฉี กรุงเทพฯ ยุคปี ๒๕๕๓ ซูฉีชั้นดีหายากราวงมหาเพชรแท้ในกระแป๋งสเตนเลสที่จุเต็มด้วยน้ำแข็งทุบใสแวววาวคละเพชรเทียม พอเดินเลี้ยวเข้า ตึกดุ๊กทาวเวอร์ บน ถ.สุรวงศ์ ใกล้ปลาย ถ.ธนิยะ ชายหนุ่มในเชิ๊ตแขนยาวสีขาว ผูกหูกระต่ายดำ เข้ามาทักทาย สอบถามร้านที่พวกเรามองหา พร้อมชี้มือไปร้านอาหารญี่ปุ่นข้างๆ ซึ่งไม่ใช่ร้านที่กำลังหา เราส่ายหน้าแล้วกวาดสายตาหาร้านเป้าหมายต่อไป

ป้ายร้านซูฉีและเทมปุระมิโยชิ ซ่อนอยู่ท่ามกลางป้ายโฆษณาร้านในอาคารสถานเดียวกัน ป้ายเหล่านี้มีรูปสาวๆกินพื้นที่ราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของป้าย เมื่อได้ที่ตั้งร้าน ก็อาศัยกล่องประดิษฐ์ด้วยเทคโนโลยีมนุษย์ ฉุดพวกเราทั้งกลุ่ม ขึ้นไปถึงชั้น ๔ ของอาคาร โดยออกเพียงแรงนิ้วจิ้ม

พอลอดโนะเรน (แถบผ้าที่แขวนเหนือประตูร้าน) ชักบานประตูเลื่อน ก้าวเข้าไปในร้าน บาร์ซูฉีซ้าย เทมปุระขวา ก็ปรากฎตรงหน้า หลังจากเดินพาเหรตรอบร้าน เราก็เลือกมานั่งเคาท์เตอร์มองปลาที่นอนสงบในตู้ของบาร์ซูฉี พนักงานยกจาน ถ้วยน้ำจิ้ม ตะเกียบในซองกระดาษ พร้อมหมอนรองตะเกียบมาตั้ง ถาดเครื่องจิ้ม พร้อมด้วยเมนูซึ่งปรากฏแต่อาหารชุดเทมปุระ ชุดซูฉีต่างๆ และรายการกับแกล้มประปราย ไม่มีรายชื่อสินค้าสดอวบที่นอนรอให้บริการในตู้กระจกข้างหน้าเลย กวาดตาไปก็พบชื่อน้องปลา น้องหอย ติดอยู่ข้างผนังโดยไม่แสดงค่าตัว itamae-san (คนหน้าเขียง-ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีหน้าเหมือนเขียง แต่หมายเอา คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขียง) ก็ส่งภาษาไทย สำเนียงตะวันออกไกลโพ้น แนะนำว่าให้สั่งอาหารชุดซูชิกับเทมปุระคนละชุด ตามด้วยอะไรๆนิดหน่อย ราคาไม่แพง

ต่อเมื่อถามหาค่าบริการของน้องปลานำเข้าในตู้ จึงได้รายชื่อพร้อมสนนราคามาให้ในภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่ ๑๐๐ ไปถึง ๕๐๐ บาทต่อคู่ ราคาสูงเอาการอยู่ สำหรับร้านซูฉีแล้ว ราคาของซูฉีปั้นตามสั่ง มีแสดงทั้งเป็นราคาต่อ ๑ ชิ้น หรือราคาต่อ ๑ คู่ พอรู้ว่าร้านนี้เป็นราคาเบิ้ลก็ปาดเหงื่อเย็นใจลงได้หน่อยนึง ลังเลสักพักเราก็สั่งอาหารชุดเทมปุระ-ซูชิ ๑ ที่ ซูฉีปลาตาเดียว และปลาดาบญี่ปุ่น

จานดินเผาสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวราวฟุตหนึ่ง หน้าแคบเพียงฝามือ ถูกวางลงตรงหน้า มุมหนึ่งบนจานมีภูเขาขิงดองสีชมพูลูกหนึ่ง ภูเขาวาซาบิสีเขียวอีกลูกหนึ่ง ทั้งขิงดองและวาซาบิ เป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในร้านซูฉี หลายร้านไม่ได้เอาใจใส่ สักแต่หาเอาไว้ด้วยจำต้องมีเท่านั้น หากแต่ของเล็กๆน้อยๆอย่างวาซาบิในร้านอาหารญี่ปุ่น ขนมปังของร้านอาหารฝรั่ง หรือข้าวในร้านอาหารไทยนี่แหละ ที่แบ่งแยกร้านอาหารที่มีความประณีตออกจากร้านอาหารที่กึ่งดิบกึ่งดี

แม้ว่าวาซาบิสด และวาซาบิชนิดผงละลายน้ำ จะมีรสชาติแตกต่างกันอย่างชัดเจน วาซาบิสดมีรสกลม และละมุน ส่วนวาซาบิผงผสมน้ำรสแหลมคม และทิ่มแทง กระนั้น วาซาบิของ มิโยชิ ก็มีความหวาน เป็นรสพิเศษเพิ่มเติมจากความกลม และละมุนตามอย่างวาซาบิสด

ภูเขาสีชมพู และภูเขาสีเขียวภูเขาสีชมพู และภูเขาสีเขียว

ซูฉีหน้าปลาดาบญี่ปุ่น ถูกวางลงบนจานดินเผาแคบยาวที่ว่าทีละชิ้น ปลาดาบญี่ปุ่นตัวยาวยังกับเข็ม ขัด ปลาที่สดจะมีหนังเป็นสีเงินมันปลาบราวผิวของดาบเหล็กกล้า จึงเป็นที่มาของชื่อ tachi-u-o (ปลาดาบใหญ่) เมื่อเอามาทำซูฉี หนังที่เหนียวจะถูกลอกออก เหลือแต่เนื้อที่มีสีเงินที่ผิวราวทาบด้วยแผ่นเงินเปลว เนื้อปลาผ่านการอาบด้วยไฟจาก burner ภายนอกจึงดูเหมือนเนื้อปลาสุก เมื่อจับซูฉีพลิกเอาด้านเนื้อปลาจิ้มมุราซากิ (ศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียก โชยุ ในร้านซูฉี) แล้วส่งเข้าปากโดยให้ด้านเนื้อปลาทาบลงบนลิ้น ให้ด้านข้าวหงายขึ้นข้างบน เมื่อเริ่มเคี้ยวกลิ่นควัน และเนื้อปลาสุก็เริ่มชัดขึ้นๆในปากและโพรงจมูก เนื้อปลาฉ่ำนุ่ม ความดิบของเนื้อปลาไม่ปรากฏในอายตนะสัญญาเลย คนที่เพิ่งเริ่มกินปลาดิบจะรับได้ง่ายเป็นพิเศษ ซูฉีคำแรกพาเอาลืมความซึมเศร้าหมดสิ้น ประสบการณ์ตรงของ “ปัจจุบัน คือ เวลาประเสริฐสุด”
tachi-u-o ปลาดาบญี่ปุ่นtachi-u-o ปลาดาบญี่ปุ่น

 

hirame (ปลาตาเดียว)hirame (ปลาตาเดียว)en-gawa (เชิงปลาตาเดียว) เนื้อสีข้างของชิ้นแคบยาวนี้ หากเป็นปลาตาเดียวญี่ปุ่นจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างสัก ๒ เซนติเมตรเท่านั้น  หากเป็นชิ้นใหญ่อ้วน และออกสีขาวขุ่น สันนิษฐานได้ว่าเป็นปลาตาเดียวอเมริกันที่ตัวเขื่องกว่ามากๆen-gawa (เชิงปลาตาเดียว) เนื้อสีข้างของชิ้นแคบยาวนี้ หากเป็นปลาตาเดียวญี่ปุ่นจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างสัก ๒ เซนติเมตรเท่านั้น หากเป็นชิ้นใหญ่อ้วน และออกสีขาวขุ่น สันนิษฐานได้ว่าเป็นปลาตาเดียวอเมริกันที่ตัวเขื่องกว่ามากๆคำต่อมาที่ถูกส่งมาลงบนจานคือ hirame (ปลาตาเดียว) ปลาตาเดียวเป็นปลาตัวแบน ทอดตัวนอนราบไปบนพื้นทราย เมื่อโตเต็มที่ตาทั้งสองจะย้ายไปอยู่บนซีกเดียวกัน คือซีกบนที่หันให้น้ำทะเล ส่วนซีกที่หันแนบพื้นทรายไม่มีลูกตา ปลาตาเดียวที่เติบโตตามธรรมชาติด้านที่แนบพื้นทรายนี้จะมีสีขาวปลอดไม่เจือสีอื่น ขณะปลาจากกระชังเพาะเลี้ยงจะตกกระดำกระด่างเป็นจุดบนผิวสีขาวนั้น ในกระบวนปลาเนื้อขาวด้วยกันแล้ว เนื้อปลาตาเดียวจัดเป็นเนื้อชั้นยอดสำหรับปลาดิบเลยทีเดียว โดยมี engawa เป็นเนื้อจากสีข้าง (เชิงปลาตาเดียว) จะมีความแน่น และกรุปเป็นพิเศษ ปลาแต่สะตัวจึงให้เนื้อสีข้างชิ้นแคบๆยาวๆได้เพียง ๒ ชิ้น มิโยชิเตรียมเนื้อปลาตาเดียวโดยห่อเนื้อที่ชำแหละแล้วในสาหร่ายคมบุ (ชนิดเดียวกับที่ต้มสกัดทำน้ำซุปอาหารญี่ปุ่น) เป็นการแต่งรสเนื้อปลา ปลาเนื้อแน่น ความหวานที่กลมกลืน สุขุม เบาพาให้ลอยล่อง เป็นซูฉีแห่งความเบิกบาน

พอซูฉีคำที่สองแห่งความเบิกบานถูกกลืนผ่านลำคอ พลันซูฉีคำที่สองก็กลายเป็นซูฉีแห่งความขาดสติ สติแตกเพริด ส่งซูฉีอะไรมาก็ได้ ราคาของซูฉีหมดไปจากสมอง ต่อไปนี้เป็นซูฉีที่ถูกทยอยปั้นและ วางบนรางอาหารของเราเป็นระลอกๆ

กุ้งขาวแห่งโทยามา shira-ebi มีชื่ออังกฤษว่า Japanese glass shrimp (ให้ชื่อวิทยาศาสตร์ไว้ สำหรับคนทำงานวิจัยกุ้งได้ใช้ค้นคว้า Pasiphaea japonica ) คนไทยคงเรียกว่า กุ้งขาว(ญี่ปุ่น) แต่เป็นกุ้งขาวคนละชนิดกับกุ้งขาว Penaeus vannamei ซึ่งนำพันธุ์จากอเมริกาเข้ามาเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย มีขายทั่วบ้านเต็มเมือง มีรสชาติด้อยไม่รองใคร แต่กุ้งขาวญี่ปุ่นที่ว่า เป็นกุ้งตัวเล็กจิ๋วแต่ละตัวคงยาวไม่เกิน ๔ ซม. จับจากจังหวัดโทยามา อยู่ติดทะเลญี่ปุ่น เป็นแหล่งกุ้งขาวที่รู้จักกันดีของคนญี่ปุ่น ตอนเป็นๆมีเนื้อที่ใสเป็นแก้วเป็นกระจก และเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นเมื่อตายลง

มิโยชิใช้กุ้งขาวชนิดแกะเปลือก กุ้งเป็นร้อยถูกอัดกันแน่นอยู่ในกล่องพลาสติคใส เข้าใจว่าเป็นชนิดแช่แข็ง กุ้งสิบกว่าชีวิตขนาดพอคำหนึ่ง ถูกตักหยอดลงในข้าวซูฉีล้อมด้วยสาหร่ายโนริจนเป็นรูปถ้วย แต่ญี่ปุ่นเห็นเป็นรูปเรือรบ จึงเรียกซูฉีชนิดนี้ว่า gunkan-maki (ห่อทรงเรือรบ) สาหร่ายกรุบกรอบ กลิ่นกรุ่น ข้าวพอคำ กุ้งรสอ่อนๆ เค็มปะแล่มๆ ผิวเนื้อเต่งตึงราวเด้งได้ พอเคี้ยวแตก ก็ออกมัน เจือด้วยบุคลิกของมันกุ้งมันปู เป็นซูฉีแห่งหมอกหนายามเช้า สีสันของซูฉีกุ้งขาวถูกแต่งแต้มได้ด้วย ไข่ปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วสีส้มเล็กน้อย ซึ่งเปลี่ยนรสความมันแบบขุ่นๆมัวๆออกเทาๆของมันกุ้งมันปู ให้สดใสขึ้นได้อย่างประหลาด คลายตัวลงเป็นหมอกใสๆสบายๆ

หอยแครงญี่ปุ่น (aka-gai) ตัวขนาดกำปั้นสี่ห้าตัวนอนแอ้งแม้ง แผ่สี่สลึง อ้าปากหวออย่างเย็นใจ หารู้ไม่ว่าตกเป็นเป้าของเด็กหิวกระหาย ที่ชอบปูๆหอยๆเป็นพิเศษ ด้วยประสบการณ์ที่ยืนหน้าเขียงซูฉีมานาน คงสังเกตสายตาที่มันเป็นประกายใคร่รู้รสหอยได้ไม่ยาก จึงเอานิ้วสะกิดหอยในตู้ ให้พอตื่นพลิกตัวหุบปาก แล้วบอกว่า “หอยยังเป็นๆอยู่นะ”

หลังจากที่วนสั่งโน้นนี่ จนคิดไม่ออกว่าจะสั่งอะไรต่อไป จึงหันมาเลือกเจ้าหอยแครงญี่ปุ่น หอยชะตาขาดตัวหนึ่งถูกจับออกมาจากที่นอน ด้วยการลงมีดที่คบกริบ น้ำแดงฉานราวกับเลือดปรี่นองฝาหอย เนื้อหอยถูกหยิบมา ผ่าท้อง ควักตับ ล้างไส้พุงจนสะอาดเอี่ยม แล้วชำแหละเป็นสองส่วน คือ ส่วนเนื้อรอบตัวที่เป็นเส้น เรียก himo กับส่วนของเนื้อหอยที่ถูกแปะออก ส่วนหลังนี้ถูกนำไปตัดแบ่งเป็นสองชิ้นปั้นซูฉีได้สองปั้น ส่วน himo ถูกปั้นเป็นอีกคำต่างหาก เจ้าหอยนอนสบายบนฟูกข้าวปั้น ขยับดุ๊กดิ๊กเป็นพักราวอยู่ในภวังค์ฝัน เมื่อส่งเจ้าหอยเข้าปาก เราจึงพึงภาวนาสำนึกในคุณหอยอันประเสริฐ เป็นยิ่งกว่าอาหารต่อชีวิต เป็นทั้งลมหายใจแห่งความสุข ขอทางเดินอาหารของเรา เป็นดุจทางสู่สุขคติภูมิในสัมปรายิกภพ เทอญ

hotaru ika (หมึกหิ่งห้อย) เป็นปลาหมึกต้มซี่อิ้วตัวจิ๋วยาวราวครึ่งฝ่ามือ ผิวเรียบเป็นมันวาบถูกหย่อนให้ลงมานอนกลิ้งบนจานด้วยความภาคภูมิใจ เชิญชวนให้ลองชิมของเจ้าของร้าน ตอนที่มีชีวิตหมึกแปดขาสองแขนพวกนี้คงจับกลุ่มแหวกวายเป็นฝูง ส่งแสงวูบวาบยามค่ำ โต้ทะเลในอ่าวโทยามา

หมึกจิ๋วอุ้มไข้เต็มท้อง เมื่อส่งเข้าปาก ก็ให้กลิ่นคาวของเมืองประมงริมทะเล พร้อมรสขม ที่ประคับประคองด้วยรสเค็ม พาเราไปอยู่ใกล้อ่าวโทยามาในระยะที่ได้กลิ่นลมทะเลอุ่นๆ ที่พัดเข้าปะทะหน้า ยามฤดูร้อน นี่คือรสชาติแท้ๆ ที่แสดงออกอย่างดิบๆ บอกได้เลยว่าไม่ใช่จานสำหรับเด็ก

รสปลาหมึกผ่านการลงตะไบตกแต่งให้กลมกลึงขึ้น เมื่อซอยดอกเมียวงะ (ดอกของพืชพวกขิง) และสาหร่ายสดเป็นฟูกรองปลาหมึก แล้วระคนราดด้วยซ๊อสอมเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นคาวที่โดดกระฉูด และความขม ถูกเก็บลบจนเนียน กินได้ง่ายเบาสบาย แต่จินตนาการกลับถดถอย

เทมปุระรวมถูกยกมาตั้งหน้าตาก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเทมปุระทั่วไป แต่ที่น่าตื่นเต้น คือ กระปุกเกลือ เทมปุระอาจจะจิ้มด้วยน้ำจิ้มทำจากโชยุลอยไชเทากับขิงขูดฝอย หรือจะจิ้มกับเกลือก็ได้ ที่ว่ากระปุกเกลือน่าตื่นเต้นเพราะมามีถึง ๔ ระปุก เป็นผลึกเกลือที่แต่งให้รสแตกต่างกัน มี ชาเขียว, งา, มะนาวญี่ปุ่น กับอะไรอีกสักอย่างจำไม่ได้เสียแล้ว

เทมปุระที่นี้ไม่ใช่ชนิดที่แป้งแข็งเป็นเกราะแข็ง กลางโพรงกลวง จับกุ้ง ปลา ผัก เคี้ยวทีดังกร๊วบๆ แต่เป็นชนิดเนื้อละเอียดเป็นฟองเบียร์ กรอบอย่างสุภาพเรียบร้อย พอโรยด้วยเกลือเล็กน้อย ความเค็มจากเกลือจะชูรสให้เข้มมีความชัด ส่วนมะนาวญี่ปุ่นจะชูกลิ่นสร้างบรรยากาศโดยรอบ โอบอุ้มกลิ่นเนื้อกุ้ง เป็นกุ้งทอดร่ำกลิ่นมะมาว

กระปุกเกลือทั้ง ๔ ชนิดกระปุกเกลือทั้ง ๔ ชนิด

ซูฉีหน้าเนื้อวัวมัตทสึซากะ พูดถึงเนื้อวัวมัตทสึซากะ ให้นึกถึงคราวไปซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น สมัยเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นใหม่ๆ เห็นเนื้อวัวบนชั้นขายของที่ระบุราคาขายต่อหน่วยกรัม (ไม่ใช่ต่อขีด หรือต่อกิโลกรัม) ทำให้ต้องขยี้ตาดูใหม่อีกทีว่าตาพร่าฝ้าฟางไปหรือเปล่า ลองคำนวณเล่นๆวัวตัวหนึ่งๆคงมีราคาเท่ารถเบ๊นซ์หนึ่งคันเลยทีเดียว เนื้อที่ว่านี่คือ เนื้อมัตทสึซากะนี่เอง

ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรส คือ คราวไปกินข้าวย่านเมืองเก่าของเกียวโตชื่อ กิ-อง กับเพื่อนนักศึกษาญี่ปุ่นอีกสองคน คราวนั้นเนื้อมัตทสึซากะถูกแล่มาเป็นชิ้นบางราวกับเนื้อใช้ทำชาบูชาบู เนื้อสีแดงสดเปล่งปลั่ง มีมันแทรกในเนื้อเป็นเม็ดๆสีขาวตลอดทั่วชิ้นเนื้อขนาดกว้างนิ้วยาวสองนิ้ว เสริฟมาในจานขนาดเท่าจานน้ำจิ้ม มีเพียงสามชิ้น ราคาราว ๒ พันเยน รสเนื้อหนักแน่น เค็มปะแล่มราวเบคอน เนื้อนุ่มละมุ่นอ่อนโยน ละลายไปในการเคี้ยว

สำหรับมิโยชิ ที่เอาเนื้อมัตทสึซากะมาทำซูฉี ราวกับเอาสเต๊กชั้นดี สุกแบบมีเดียมที่ข้างนอกสุกข้างในเป็นสีชมพูระเรื่อ มาโปะบนคำข้าว โดยมีก้านวาซาบิสับสีเขียวสด ใช้ทำตัดสีอาหาร และเติมความเป็นญี่ปุ่นลงบนสเต๊กนั้น

และแล้วข้าวห่อสาหร่ายอีกจานก็ถูกยกวางลงตรงหน้า เราทำหน้างงๆ เพราะไม่ได้สั่ง เจ้าของที่ยืนหน้าเขียงจึงบอกว่าเป็นอภินันทนาการ แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไรแม้จะพยายามไล่เรียงถามอยู่หลายที ได้เพียงคำตอบว่าระวังมันร้อนจัด และให้กินกับก้านวาซาบิสับ ตอนยังร้อนๆอยู่

ร้อน ร้อนมาก ถ้าเอาเข้าปากไม่ระวังคงต้องรีบคายออกจากปาก พร้อมหลั่งน้ำตาด้วยความร้อนระอุลวกแผดเต็มปาก กลิ่นสาหร่ายย่าง ข้าวที่ไหม้กรอบร้อนระอุส่งกลิ่นข้าวคั่ว เคล้ากลิ่นเนื้อย่างสุกฉ่ำเยิ่มมีมันแทรก รสเบาๆละเอียดเป็นเนื้อไก่ แต่มันเยิ้มราวเนื้อวัวติดมัน

มันคือ “ไก่ย่างข้าวจี่” ในรูปซูฉีหรือนี้

ได้คำตอบจากผู้ช่วยเชฟเมื่อเชฟคล้อยหลังว่า มันคือ โทโร่ (เนื้อพุงกะทิปลาทูน่า) ห่อสาหร่ายย่างไฟ

ยามาโกโบยามาโกโบความเด่นของมิโยชิ คือ ซูชิห่อสาหร่าย ที่สาหร่ายกรอบหอม เสิรฟทันที เราก็ควรกินทันทีเช่นกัน พอความชื้นในข้าวซึมลงในสาหร้ายจนเหี่ยวหมดกรอบ ความหอมอร่อยก็ถูกดันถอยจนติดกำแพงเลย ยามาโกโบ ข้าวห่อสาหร่ายไส้โกโบดองเค็ม รสเค็มจัดจ้าน ผสมกับใบชิโสะ กลิ่นคล้ายต้นสาบเสือ กลิ่นเขียว แหลมแทง เอามาตอนท้ายก็ตัดความเลี่ยนติดปากของของมันๆได้ดี แต่กลิ่นจางๆของโกโบ แทบไม่เหลือให้เพลิดเพลินได้ หากสวรรค์กรุณาให้โอกาสเลือกใหม่คงเลือกเป็นไส้บ๊วยสับ กับชิโสะแทนน่าจะเพลิดเพลินได้กว่า

เศษเสี้ยวความทรงจำอื่นๆเล็กๆน้อยๆ ปลาหิมะย่าง เนื้อปลาชิ้นโต เนื้อมันมาก พอเข้าปากก็มีกลิ่นคล้ายเนย ซึ่งทำให้รสปลาหิมะเกิดเป็นเนื้อที่อวบอิ่ม หนักแน่นทีเดียว ซึ่งพาออกเลี่ยนได้ง่าย หากเทียบกับมิกาโด ที่รอยัลปริ้นเซสแล้ว ทางนั้นย่างเกลือ รสเบาๆ ให้ความหอมของปลาจากการย่างค่อยๆเผยตัวของมันในปากในลักษณะ ที่โปร่งบาง ใส เบา จะกินได้ง่ายกว่า

ปวยเล้งลวกโรยปลาโอขูด รสเรียบง่ายของแบบผักหญ้า ซูชิรวมๆทีใช้ปลาแซลมอนจากทัสมาเนีย แทนคิงส์แซลมอน ป้ายร้านที่ปิดวันอาทิตย์ สำหรับคืนวันเสาร์ที่ ๒๙ มิย. คงเป็นการปิดวันอาทิตย์ พร้อมๆไปกับการผิดฉากการแสดงซูฉีชั้นเลิศที่นี้ เหลือความทรงจำที่ดีไว้ให้ได้เอามาย้อนรำลึก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s