ปิ่นโตไปเป็นแขก (ตอนที่ ๓)

Standard

สวัสดีคะ ขอโทษที่หายไปนานนะคะ จากตอนที่แล้วข้าพเจ้าเข้าร่วมพิธีชาข้นแล้วร่วมทานข้าวกล่องกับกลุ่มศิษย์ร่วมสำนัก ข้าพเจ้าเป็นเด็กน้อยที่อยู่ง่ายทานง่ายอาจารย์สอน(แทบจะ) ตลอดเวลาว่า ให้เป็นคนที่ทานง่ายทานและดื่มได้ทุกอย่าง (รวมถึงสาเกและเบียร์ที่ข้าพเจ้ารังเกียจยิ่งนัก) แต่ข้าวกล่องในวันนั้นเป็นข้าวกล่องที่อาจารย์ของข้าพเจ้าทานแล้วส่ายหัวแล้วส่ายหัวอีกรวมไปถึงเครื่องดื่มที่เป็นชาเขียวใส่ขวดที่อาจารย์ข้าพเจ้าดื่มแล้วพึมพำขึ้นมาเบาๆว่า “น้ำเปล่านี่เป็นเครื่องดื่มใส่ขวดที่อร่อยที่สุดจริงๆด้วยแฮะ” ข้าพเจ้านึกขำขึ้นมาในใจแต่ก็คิดอะไรมากไม่ได้ทำได้แค่ศรัทธาและเรียนรู้จากอาจารย์ อย่าถามข้าพเจ้าเลยว่ารู้สึกอย่างไรกับอาหาร เพราะมันจะยาวคะ (อิอิ)

พอเห็นศิษย์พี่สาวชาวเกาหลีนั่งทานข้าวกล่องหน้าเซื่องซึมข้าพเจ้ารู้สึกสงสารนางมากถึงมากที่สุด เพราะจากสีหน้าคงทรมานปาก เอ้ย…ไม่ประทับใจกับข้าวกล่องที่กำลังรับประทานอยู่เช่นกันหนำซ้ำยังต้องทรมานกับบาดแผลบนเท้าอีก…. ข้าพเจ้าคิดในใจ “ให้ตายเถอะเจ็บเท้าใส่ส้นสูงนางต้องแย่แน่ๆ” เพราะข้าพเจ้าเคยประสบกับเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันและทรมานเฉกเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจึงยื่นข้อเสนอให้รุ่นพี่คนนี้สลับรองเท้ากับข้าพเจ้า (ข้าพเจ้าใส่รองเท้าคล้ายๆรองเท้าบัลเล่ต์ไม่มีส้นนุ่มๆ) ตอนแรกนางดูเกรงใจแต่นางก็ยอม (ถ้าไม่ยอมข้าพเจ้าก็คงจะยัดเยียดนางเช่นกัน) จากเหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้ากลายเป็นคนจิตใจดีในสายตาอาจารย์และรุ่นพี่คนนี้ในทันใด (ว่ะฮ่ะฮ่า)

 

จากนั้นข้าพเจ้าก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์เล็กๆในสวนซี่งจัดแสดงชามชาและเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในพิธีชา มีของที่อ้างว่าเป็นของ มิยาโมโตะมูซาชิ ด้วยนะ ของจัดโชว์ส่วนใหญ่ในความรู้สึกของคนอย่างข้าพเจ้ามันก็เป็นถ้วยชาเรียบๆไม่มีลงรักปิดทองฝังมุกอะไรหรอก แต่คุณป้าและอาจารย์ชาร่วมคณะเดินชมและพลางชมว่า สวยสวย สวย สวย ระงมตลอดทาง ซึ่งก็เชื่อไม่ค่อยได้ จิตใจของอิสตรีชาวญี่ปุ่นนั้นยากแท้หยั่งถึง ข้าพเจ้านั้นด้อยสามารถมองมองมองเท่าไรก็มองไม่ออกว่ามันสวยหรือไม่สวยแต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูกท่ามกลางภวังค์แห่งความสับสนนะ

หลังจากที่ข้าพเจ้าชมพิพิธภัณฑ์เสร็จก็มาพบกับอาจารย์ที่พูดใส่ข้าพเจ้าว่า “เอ้อ…ได้ฟรีกลับบ้านสักอันนึงก็ดีนะ” (เออะ….. …… ……. เกรียนได้อีกอ่ะ) หลังจากนั้นกลุ่มของข้าพเจ้าก็ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเพื่อไปร่วมพิธีชาบาง(ชามัตฉะปกติ) ก่อนเข้าพิธีก็ต้องล้างมือล้างปากแต่ที่ต่างจากเดิมก็คือ ต้องลงทะเบียนเขียนชื่อก่อนเข้าบริเวณพิธี ซึ่งต้องเขียนด้วยพู่กัน!!! (ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนคะเพราะไม่เคยเขียนตัวหนังสือภาษาญี่ปุ่นด้วยพู่กันคะ) พิธีชาบางที่จัดนี้เป็นแบบกลางแจ้งจัดในมุมสวน ผู้เข้าร่วมในบริเวณพิธีจริงมีจำนวนห้าคนรวมผู้ทำเทะมาเอะ ส่วนใหญ่เป็นคุณป้าอาจารย์ชาที่มีอาวุโสและยังสามารถนั่งเซสะบนพื้นได้อย่างไม่มีปัญหาส่วนคนอื่นๆนั่งร่วมพิธีชาบนเก้าอี้ที่จัดไว้ ข้าพเจ้าอาวุโสน้อยสุดถูกจัดให้นั่งไกลสุดจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยสิ่งที่ข้าพเจ้าทำได้ คือ ทานขนมดื่มชาที่ถูกส่งผ่านต่อๆมา ข้าพเจ้าจึงได้ดื่มเป็นคนสุดท้าย

ผู้เข้าร่วมพิธี ลงทะเบียน เขียนชื่อด้วยพู่กันผู้เข้าร่วมพิธี ลงทะเบียน เขียนชื่อด้วยพู่กัน

พิธีชาบางที่มองเห็นอยู่ลิบๆ แทบไม่เห็นอะไรเลยพิธีชาบางที่มองเห็นอยู่ลิบๆ แทบไม่เห็นอะไรเลย

ข้าพเจ้าจดจำขนมนกสีเหลืองนั่นได้อย่างแม่นยำมันไม่ซับซ้อนเรียบง่าย เนื้อสัมผัสเหนียวพอดีสบายปาก น้ำตาลดี ส่วนขนมอีกชิ้นรูปถั่วมีลักษณะเนื้อที่ข้าพเจ้าไม่ชอบก็ คือ มันเหนียว แฉะเกินไป ไม่น่าจดจำ ขนมนกสีเหลืองนี่เป็นแมนออฟเดอะแมตช์สำหรับข้าพเจ้าในพิธีชาวันนั้นเลยทีเดียว

ผู้ชงชา (ใส่กิโมโนสีชมพู) แขกคนแรกนั่งใกล้คนชงชามากที่สุด กำลังถือถ้วยชาดื่มชา แขกคนที่สองกำลังกินขนม แขกคนที่สามกำลังคีบขนมจากภาชนะมาวางบนกระดาษรองขนมผู้ชงชา (ใส่กิโมโนสีชมพู) แขกคนแรกนั่งใกล้คนชงชามากที่สุด กำลังถือถ้วยชาดื่มชา แขกคนที่สองกำลังกินขนม แขกคนที่สามกำลังคีบขนมจากภาชนะมาวางบนกระดาษรองขนม

เมื่อพิธีชาจบลงทุกคนกล่าว”โอสึคาเระซามะ” ต่อกัน (ซึ่งแปลว่าขอขอบคุณที่เหน็ดเหนื่อย) แต่ข้าพเจ้าก็ยังงงๆว่าจบเมื่อไหร่เพราะแทบมองไม่เห็นเลยทุกคนลุกจากที่นั่งส่วนคนที่อยู่ในพิธีก็หายไปแล้วทุกคนเดินไปชมอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีชา

ทุกคนต่อแถวนั่งเซสะคำนับต่อสิ่งของที่อยู่เบื้องหน้ามีหม้อใส่น้ำ นัทสึเมะ (กระปุกใส่ผงชาสำหรับชงชาบาง) ถ้วยที่ใช้ชงชา และช้อนตักชาหรือที่เรียกว่าชาชะขุ  หยิบชมด้วยความเคารพและสำรวม และคำนับอีกครั้งหลังชมเสร็จ

อุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีหม้อต้มน้ำ หม้อน้ำดิบ กระปุกใส่ผงชาสำหรับพิธีชาบาง และช้อนตักชาอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีหม้อต้มน้ำ หม้อน้ำดิบ กระปุกใส่ผงชาสำหรับพิธีชาบาง และช้อนตักชา

ทำไมคนที่นี่ให้ความเคารพกับของเหล่านี้มากนักทั้งๆที่ประวัติหรือเบื้องหลังของของเหล่านี้ไม่ได้ถูกป่าวประกาศหรือตีแผ่อะไรกันแน่ที่พวกเขาให้ความเคารพความสวยงาม? ประวัติอันยาวนาน? ทำเพราะเป็นธรรมเนียม? ศิลปะ? แต่ถ้าให้ข้าพเจ้าตอบ ข้าพเจ้าคงตอบว่าของเหล่านั้นเป็นครูของข้าพเจ้าสอนอะไรน่ะเหรอ อย่างน้อยในตอนที่ผ่านมา ถ้วยชาก็สอนว่าต้องก้มลงมองมิใช่ยกขึ้นมามองรวมไปถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ

ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังคิดเพ้อเจ้ออยู่คนเดียวก็มีอาจารย์ชาผู้หญิงที่ร่วมเดินทางมากับข้าพเจ้าชวนข้าพเจ้าไปร่วมดื่มชา (อาจารย์คงขอให้คนที่ทำพิธีจัดพิธีใหม่อีกครั้ง) คราวนี้ข้าพเจ้าได้อยู่ในพิธีจริงๆในฐานะแขกข้าพเจ้าไม่ได้สังเกตคนชงชาหรอกเพราะข้าพเจ้านั้นถือพิธีชาครั้งนี้เป็นการฝึกฝนการเป็นแขก หลังจากที่ไปปล่อยไก่ตัวโตไปในพิธีชาข้น

ขนมที่เสิร์ฟในพิธีชาขนมที่เสิร์ฟในพิธีชา

พิธีชาบางเริ่มจากการที่คนชงชาเดินออกมา แขกและคนชงชาทำความเคารพต่อกันคนชงชาทำความเคารพของใช้เบื้องหน้าแล้วลงมือชงชา ขณะเดียวกันขนมก็ถูกส่งมาให้ข้าพเจ้าข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณแขกที่นั่งข้างๆที่ส่งขนมมาให้ แล้วคีบขนมออกมาวางบนกระดาษอเนกประสงค์  กล่าวขออนุญาตทานขนมกับแขกคนข้างๆ แล้วจึงทานขนม  ในขณะเดียวกันชาที่ชงเสร็จถูกส่งให้แขกคนแรกหลังจากนั้นคนชงชาก็สนทนาพูดคุยกับแขกในพิธีที่อยู่ใกล้อย่างสำรวมข้าพเจ้าไม่ค่อยได้สนใจในบทสนทนาเพราะกำลังสนใจกับการฝึกเป็นแขกอยู่  เมื่อชาที่ชงสำหรับข้าพเจ้าถูกยื่นมา ข้าพเจ้าคำนับรับชามาแล้วขออนุญาตดื่มชาก่อนต่อแขกที่อยู่ถัดไปข้าพเจ้ารู้สึกโล่งอกและแอบดีใจมากหลังจากที่ข้าพเจ้าดื่มเสร็จ เพราะข้าพเจ้าสามารถเนียนเป็นแขกผู้มีมารยาทในพิธีชาได้โดยไม่มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น (55555)

พิธีชาจบลงแล้วข้าพเจ้านั่งรถกลับบ้านขนประสบการณ์ใหม่ๆมากมายกลับไปด้วยและหวังว่าจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากขึ้นในโอกาสครั้งต่อไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s