ปิ่นโตเรียนชาวันที่สอง

Standard

วันที่สองในการเรียนชงชาเป็นวันที่ข้าพเจ้าไม่ได้กะว่าจะได้ไปเลย เพราะติดทั้งนัด ติดทั้งงาน  แต่พอคุณชายโทรจากบ้านอาจารย์แจ้งว่าคุณลุงหล่ออยู่ที่นั่นความอยากไปจาก 75% กลายเป็น100% ในทันใด ข้าพเจ้ารีบอาบน้ำ หาเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดสวมแล้วปั่นจักรยานพรวดออกไปบ้านอาจารย์ให้เร็วที่สุด(ดูคลั่งคนแก่มาก)

พอไปถึงบ้านอาจารย์โอ้โหคนเต็มบ้านเลยกำลังนั่งทานข้าวเย็นกันอยู่  ข้าพเจ้ากวาดสายตามองเหล่าผู้คนในที่นั้นมองหาบุคคลเป้าหมาย…. อ้าวลุงหล่อหายไปไหน!!!??? คุณหลอกดาวนี่นา!! ข้าพเจ้าได้แค่คิดมิอาจปล่อยคำพูดให้หลุดจากปาก

อาจารย์กวักมือเรียกให้ข้าพเจ้าไปนั่งข้างๆ  ข้าพเจ้าแนะนำตัวกับทุกท่านในที่นั้น หลังจากนั้นแต่ละท่านก็แนะนำตัวกับข้าพเจ้าด้วยภาษาที่สุภาพมากๆจนข้าพเจ้าแทบฟังไม่ออก(ดีนะดูหนังจักรจักรวงศ์วงศ์ญี่ปุ่นบ่อย5555)  เริ่มด้วยคุณตาที่ค่อนข้างชรามาก ใส่แว่น ผมบางเป็นอาจารย์อาวุโสสอนทำขนมญี่ปุ่น(ไม่ใช่เบเกอรี่นะ)  คนต่อมาเป็นคุณลุงผมหนาแต่ขาว (หงอกทั้งหัว) ใส่แว่นหน้าแดงก่ำ คงจะเป็นเพราะกระป๋องเบียร์ที่กำอยู่ในมือ คุณลุงหงอกเป็นคุณหมอและเจ้าของโรงพยาบาล   นั่งถัดลุงหงอกเป็นคุณผู้หญิงคนเดียวในวง หล่อนเป็นหญิงหุ่นดีอายุประมาณสามสิบวาจาท่าทางเหมือนผู้ชาย คุณหญิงห้าวเป็นนักเรียนชาเหมือนข้าพเจ้า แต่เรียนมานานมากแล้วและเรียนชาสายเดียวกับคุณลุงหล่อ (สายโอริเบะ)  คนสุดท้ายเป็นคุณอาอายุราวสี่สิบแต่แต่งตัวดูวันรุ่นมากทำผมทรงสิงโตฟู่ฟ่องเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นและเป็นนักเรียนร่วมสำนักข้าพเจ้าคนกลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่เป็นมิตรสหายของอาจารย์ที่มักจะมาเจอกันยามว่างพูดคุยสัพเพเหระและวางแผนจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับชาต่างๆใครจะไปรู้ว่าที่จริงอาจเป็นข้ออ้างตั้งวงเหล้า

คุณชายอธิบายเพิ่มเติมว่าคุณสิงโตมาเรียนแค่ทำอาหารไคเซกิเท่านั้นไม่ได้มาเรียนชาแล้วสำทับต่อว่าไม่ใช่ทำอาหารญี่ปุ่นทั่วไปเป็นแล้วจะทำไคเซกิเป็นนะจะบอกให้ ฮิ ฮิ  คำอธิบายของคุณชายตบข้าพเจ้าจนมึนงงว่า อาหารไคเซกิมันคืออะไรกันแน่ อาหารชนเผ่าโบราณที่เกือบสูญพันธุ์ หรืออาหารป่าที่ต้องออกไปเก็บผักจับสัตว์ประหลาดเอามาทำหรืออาหารโดปสุขภาพให้ชายแก่ๆเตะปี๊บได้ป๊าบๆๆๆ ทำไมมันมีแต่เรื่องที่ข้าพเจ้าไม่รู้เต็มไปหมด

ขณะทีเครื่องหมายคำถามจับมือกันล้อมวงเริงระบำในหัวข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นสำรับอาหารส่วนของข้าพเจ้า ด้วยพลานุภาพของกินอร่อยๆ เครื่องหมายคำถามทั้งหลายถูกไล่ออกไปจากหัวทันใด ปกติแล้วสำรับอาหารญี่ปุ่นที่จัดเป็นชุดๆจะถูกจัดไว้ในถาดและจะไม่ยกออกจากถาด(พูดง่ายๆคือกินทั้งๆที่มันอยู่ในถาดนั่นแหละ)ในสำรับของข้าพเจ้ามีหมูชาชู (chashu: หมูต้มซีอิ้ว + เหล้า) ซุปทงจิรุ(tonjiru:ซุปเต้าเจี๊ยว ที่ใส่เนื้อหมู กับรากโกโบ) (ดูรูป) และจอกเหล้าที่ไม่มีเหล้า

 

ทงจิรุ ซุปเต้าเจี๊ยวหมูเจ้าค่ะ

ทงจิรุ ซุปเต้าเจี๊ยวหมูเจ้าค่ะ

 

อาจารย์ผู้กำลังจ้องที่จอกเหล้าเช่นเดียวกับข้าพเจ้าถามข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียเป็นห่วงว่า”ดื่มมั้ย? ”  ข้าพเจ้าหาคำตอบที่ดูดีของคนดื่มเหล้าแล้วบอกว่า “ไม่ค่อยดื่มคะ ”  อาจารย์กลับหยิบขวดเหล้าสาเก  เทใส่จอกเหล้าของข้าพเจ้าเทจนเกือบเต็ม ตบหลังข้าพเจ้าพลางพูดว่า”มีอะไรก็ต้องกินได้หมดอย่าเลือกเข้าใจมั้ย ” คุณหลอกดาวอีกแล้วหลอกใช้น้ำเสียงเห็นใจแต่แล้วก็ตกหลุมพรางละลายพฤติกรรมจนได้ คนที่นี่ไม่เห็นว่าการดื่มเหล้าเป็นเรื่องแย่เหล้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

อาจารย์ก็บอกต่อว่า “ถ้าไม่ดื่มจะศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างถ่องแท้ได้ไงเหล้าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเลยนะ”  ข้าพเจ้าได้แค่บอกว่า “คะ คะคะ  จะดื่มแล้วคะ” หยิบจอกเหล้าที่ถูกเติมแล้วขึ้นมาจิบ สาเกญี่ปุ่นรสบาดนิดหน่อย แต่มันทำลิ้นชาไปหมดเลย  คิดในใจว่าดื่มแบบนี้จะไปรับรสอ่อนๆของอาหารญี่ปุ่นได้ไงเนีย?!?!  ว่าจะเก็บไปถามอาจารย์ทีหลังแต่อาหารอาจารย์อร่อยมาก หมูชาชูรสจัดเลยรับรสได้บ้าง  ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจเรื่องที่อาจารย์และเพื่อนๆคุยกันเรื่องกิจกรรมที่จะจัดเพราะมัวแต่สาละวนสนใจที่ลิ้นที่รับรสไม่ได้อยู่

พอกินข้าว กินกับ กระเดือกเหล้าจนหมด  คุณลุงหมอบอกมีชาดีและชวนกันกินโคยฉะ (ชามัจฉะชงแบบข้น)  คนที่นี่เวลามีชาที่ดีมากจนถึงระดับนึงจะนิยมนำชานั้นมาชงกินแบบข้นถ้าถามว่าระดับไหนข้าพเจ้าคิดว่าขึ้นกับรสนิยมคนเลือกนะ คุณลุงหมอบอกคุณผู้หญิงสาวห้าวให้ไปชงในขณะที่คุณลุงสิงโต คุณชาย และข้าพเจ้ายกจานไปเก็บและล้างหลังจากทำทุกอย่างเสร็จคุณสาวห้าวก็ไปเอาขนมที่ทำกับคุณอาจารย์มาเสิร์ฟพร้อมชาข้นมาตั้งหน้าคุณลุงหมอขนมเป็นขนมถั่วบดปั้นตกแต่งเป็นรูปดอกไม้ (ข้าพเจ้าว่ามันเหมือนมะเขือยาวมากกว่า) ขนมมักกินกันก่อนจะดื่มชา แต่ไม่ต้องกินขนมหมดก็ได้นะ

หลังจากที่คุณลุงหมอกินขนมที่ถุกวางบนกระดาษรองขนม(กระดาษที่ข้าพเจ้าได้นับมาคราวที่แล้ว)  คุณลุงก็นั่งเซสะทำความเคารพชา  หยิบถ้วยชาข้นขึ้นมาดื่มแล้วบรรจงเช็ดปากถ้วยตรงที่ปากสัมผัสกับถ้วยด้วยกระดาษรองขนม(แผ่นใหม่) แล้วส่งให้คนข้างๆดื่มทุกคนก็ดื่มชาในลักษณะเดียวกัน และส่งถ้วยชาใบเดียวกันนั่นแหละต่อๆกันไป พอมาถึงข้าพเจ้าสิ่งที่พบก็คือมีรอยชาที่ไหลมาที่ปากถ้วยแค่รอยเดียวหมายความว่าทุกคนต้องดื่มชาจากจุดๆเดียวกัน  บางคนก็บอกว่าที่เขาทำแบบนั้นสืบเนื่องมาจากสมัยก่อนในชนชั้นซามูไรชาเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ดื่มกันในการเจรจาหรือประชุมเรื่องการบ้านการเมืองการดื่มชาถ้วยเดียวกันจุดเดียวกันทั้งวงเป็นการป้องกันการวางยาพิษแก่ฝ่ายตรงข้ามในการประชุมหรือเจรจาแต่สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจมากกว่าคือลิ้นอันไร้ความสามารถในการลิ้มรสแน่เลย พอดื่มกันเสร็จทุกคนก็กลับบ้านระหว่างทางกลับบ้านข้าพเจ้ามีคำถามมากมายในใจที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้โดยเฉพาะเรื่องเหล้าแล้วก็คิดว่ารอไม่ได้แล้วที่จะได้มาเรียนครั้งต่อๆไปมันต้องมีคำตอบ และคำถามประหลาดใหม่ๆให้เราได้เรียนรู้อีกแน่ๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s