mille-feuille (ขนมพันชั้น)

Standard

ขนมชั้นของไทย ที่ทำจากแป้งผสมน้ำตาลและกะทิให้เหลว เทเป็นแผ่นบางๆลงในพิมพ์แล้วนึ่งให้สุก จึงเทส่วนผสมแป้งลงลงทับแล้วนึ่งให้สุกอีก ทำทับๆกันหลายๆชั้นจึงได้เป็นขนมชั้น ตอนเด็กเวลากินทีไรก็มักจะลอกกินทีละชั้นมากกว่าจะกัดลงไปในเนื้อกินหลายๆชั้นพร้อมกันในหนึ่งคำ  ได้แต่สงสัยมาตลอดว่าทำไมขนมชั้นมันต้องทำเป็นหลายชั้น

ลองมาดูขนมฝรั่งเศสที่ชื่อ mille-fuille (ขนมพันชั้น)กันบ้าง  ว่ากันขนมพันชั้นทำขึ้นในปี คศ ๑๘๐๖ โดยช่างทำขนมร้านที่อยู่ rue du bac ปารีส ที่เอาแป้งพัฟมาทบพับเพิ่มจำนวนชั้นขึ้น เพื่อเพิ่มความฟูเบา  ชิ้นแป้งสี่เหลี่ยมที่อบจนสุกกรอบสีเหลืองทอง จะถูกประกบซ้อนกันสามชั้น โดยมีครีมกลิ่นวานิลาแทรกระหว่างชั้นแป้ง ส่วนผิวโรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง หรือไม่ก็ราดทับด้วยน้ำตาล fondant ซึ่งเป็นน้ำเชื่อมเคี่ยวเข้มข้นแล้วตีจนเป็นสีขาวขุ่นเนื้อนุ่ม

ความฟูกรอบของแป้งพันชั้นให้สัมผัสที่น่าตื่นเต้นของการเคี้ยว  ทันทีที่ฟันกระทบเข้า ตัวแป้งที่กรอบบางและเปราะก็แหลกลงในบัดดล  คลุกเคล้าเข้ากับความมัน และฉ่ำของครีมให้เคี้ยวได้ลื่น ลดความฝืดและกลืนคล่องคอ  เพื่อรักษาสัมผัสกรุบกรอบนี้ไว้ จึงต้องกินขนมอย่างที่ทำสดใหม่ภายในราว ๔ ชั่วโมง มิฉะนั้นความชื้นของครีมจะค่อยๆซึมเข้าไปในเนื้อแป้งประกบ และทำงานฆ่าความกรุปกรอบของแป้งจนสิ้นความน่าสนใจ แทนที่จะทำงานช่วยให้ความลื่นเนียนระหว่างเคี้ยว


 

แล้วขนมชั้นของไทยที่ทำเป็นชั้นๆก็คงไม่ได้ต้องการเปลี่ยนเนื้อสัมผัสและโครงสร้างของแป้งสินะ สงสัยทำเอาแป้งสุกง่ายประหยัดพลังงานกระมัง แทนที่จะเทเอาชั้นเดียวหนาๆแล้วเพิ่มเวลานึ่งนานขึ้น

 

ของหวานอินเดีย

Standard

 

ลูกหว้าลูกหว้าผงแป้งทำกุหลาบจามุนผงแป้งทำกุหลาบจามุนแป้งผสมสำเร็จสำหรับทำ กุหลาบ จามุน สังเกตได้จากรูปขนมหน้ากล่อง พลิกดูข้างหลังจะเห็นส่วนประกอบที่อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละผู้ผลิต ที่แสดงในรูปยี่ห้อ "รามเทพ" ไม่ยักจะรู้ว่ามีตำนานเกี่ยวกับพระรามทำขนมอร่อย  
สงสัยว่าจะมียี่ห้อ ท้าวทศรถ ไหม ท้าวเธอขึ้นชื่อว่ากวนข้าวทิพย์หอมไปไกลถึงลงกาแป้งผสมสำเร็จสำหรับทำ กุหลาบ จามุน สังเกตได้จากรูปขนมหน้ากล่อง พลิกดูข้างหลังจะเห็นส่วนประกอบที่อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละผู้ผลิต ที่แสดงในรูปยี่ห้อ “รามเทพ” ไม่ยักจะรู้ว่ามีตำนานเกี่ยวกับพระรามทำขนมอร่อย สงสัยว่าจะมียี่ห้อ ท้าวทศรถ ไหม ท้าวเธอขึ้นชื่อว่ากวนข้าวทิพย์หอมไปไกลถึงลงกา  ชั้นเรียนภาษาวันนี้เสนอคำว่า ” gulab jamun” ภาษาไทยว่า “กุหลาบ จามุน”

คำว่า “กุหลาบ” มาจากภาษาเปอร์เซีย ” gulab” หมายถึง น้ำแต่งกลิ่นกุหลาบ

คำว่า “จามุน” เป็นภาษาถิ่น ฮินดูสถาน หมายถึง ลูกหว้า

 

ดังนั้น กุหลาบ จามุน จึงเป็นขนมที่ทำเลียนแบบลูกหว้า แต่งกลิ่นกุหลาบ  หากเทียบเคียงกับขนมไทย ก็คงจะคล้ายขนมไข่เหี้ย ที่แรกเิริ่มทำขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ เพื่อเลียนแบบไข่เหี้ย ตั้งเป็นเครื่องเสวย

 

หากใครเคยชิม กุหลาบ จามุน มาบ้างในไทย  ก็คงอุทานว่า อุเหม ทำไมไม่เหมือนหว้า และไม่มีกลิ่นกุหลาบ  ไว้จะเฉลยทีหลัง แต่ก่อนอื่นมาดูวิธีทำ กุหลาบ จามุนกันก่อนดีกว่า

 

กุหลาบ จามุน ทำจากนม และแป้งเป็นส่วนผสมหลัก การเตรียมส่วนผสมค่อนข้างจะยุ่งยาก ปัจจุบันจึงมีแป้งผสมสำเร็จสำหรับทำกุหลาบ จามุน โดยเฉพาะ หาซื้อได้ตามร้านขายของชำชาวภารตะทั่วไป

 

แป้งที่ได้มาก็เอามาผสมน้ำ นวดจนจับตัวกัน แล้วใช้น้ำมันทามือจับคลึงให้เป็นก้อนกลมแน่น ไม่มีอากาศภายใน หากในการปั้นก้อนแป้งนี้ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ขนมที่ได้จะแตกภายหลังตอนเอามาจุ่มในน้ำเชื่อม

 

เมื่อปั้นขนมเป็นก้อนกลมแล้ว ก็เตรียมน้ำมันใหม่ๆ ห้ามใช้น้ำมันเก่าเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีกลิ่นน้ำมันที่ไม่ดีในเนื้อขนม เอาลงทอดจนขนมสุกจึงช้อนใส่น้ำเชื่อมร้อน  ก้อนลูกชิ้นนมจะดูดน้ำเชื่อมเข้าไปจนเยิ้ม และพองโต สำเร็จเป็นกุหลาบ จามุน แต่หากตอนเตรียมแป้งปั้นได้ไม่แน่นดี ตอนที่เอาลงชุบในน้ำเชื่อมนี้แหละ จะแตกทำลายลงเป็นแม่นมั่น

 

สำหรับกุหลาบจามุนที่จริงควรจะมีกลิ่นกุหลาบด้วย ควรจะเติมน้ำกุหลาบลงในน้ำเชื่อม แต่เนื่องด้วยราคาของน้ำกุหลาบ ร้านขนมอินเดียในไทยจึงมักจะไม่ใส่กัน ทำให้ขาดความเป็น กุหลาบที่ควรมีในขนม  ส่วนรูปร่างขนมที่ใช้ชื่อ “ลูกหว้า” ควรมีลักษณะลูกยาวรีคล้ายลูกหว้านั้น ก็มีที่ทำเป็นรูปยาวรีเหมือนลูกหว้าเลยทีเดียว แต่ในบ้านเราเห็นปั้นเป็นลูกกลมโดยมาก

 

ขนมนี้จะประดิษฐ์ประดอยเติมอลังกาภรณ์ก็ได้ อาจจะโรยด้วยอัลมอนต์ฝาน หรือลูกกระวานเขียว หรือจะใช้หญ้าฝรั่นเติมลงในน้ำเชื่อมก็มี

 

บังเอิญความพบ ยูทิว ที่มีวิธีทำ กุหลาบ จามุน อยู่ จึงขอยกมาแปะให้เห็นรายละเอียดปลีกย่อย

http://www.youtube.com/watch?v=y6IrfA1NLHU&NR=1

 

ช่างขนมบีบแป้ง จาเลบี้ ทอดในกระทะน้ำมันช่างขนมบีบแป้ง จาเลบี้ ทอดในกระทะน้ำมันที่เก็บมาในรูปก็ยังมีขนมไส้ไก่ รูปร่างคล้ายขนมไส้ไก่บ้านเรา คือ เป็นเป็นเส้นทรงกระบอกกลวงใน  ของชาวอินเดียที่คล้ายกันราวฝาแฝด ในไทยเห็นขาวอยู่ ๒ อย่าง คือ จาเลบี้ และอิมาตี้ เขาเอาแป้งผสมน้ำ บีบเป็นเส้นลงทอดในกระทะน้ำมันท่วม เมื่อสุกก็ช้อนขึ้น เอาลงชุบในน้ำเชื่อมจนอิ่มเยิ้มเช่น กุหลาบ จามุน  แต่ทั้งสองอย่างต่างกัน คือ อิมาตี้ จะใช้แป้งทำจากถั่ว ในขณะที่ จาเลบี้ ทำจากแป้งข้าว

 

หวังว่าทุกท่าน คงจะหวานปากกันอย่างสำราญกับขนมภารตประเทศ แล้วสั่ง มะสะล่า จาย (ชาร้อนเติมเครื่องเทศ) มาดื่มเคียงกัน

Shola-e-zard นุ่มหวาน

Standard

Shola-e-zard by AhmadShola-e-zard by Ahmadcross section of the Shola-e-zardcross section of the Shola-e-zard

ในระหว่าง “รอมฎอน” ชาวมุสลิมถือโภชนวิรัติ ไม่กินไม่ดื่มระหว่างช่วงเวลาที่ดวงตะวันส่องแสง เมื่อเย็นย่ำตะวันคล้อย ละจากการถือการอดอาหาร (เพื่อนชาวมุสลิม ใช้คำว่า “แก้บวช”) เมื่อเริ่มจะกินอาหาร มักประเดิมด้วยของที่มีรสหวาน เช่น อินทผลัม

 

ช่วงรอมฎอนนี้เอง เมื่อไปด้อมๆมองๆในตู้เย็นของร้านอาหารอิหร่าน แน่นอนที่ย่อมเป็นร้านอาหารฮาลาล ก็พบชามโฟมใส่ของหวานที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในร้านนี้  เมื่อถามท่านเจ้าของที่ชื่อ อาหมัด ก็ได้ความว่าเป็นของหวานที่ทางร้านทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับช่วงรอมฎอน เรียกชื่อภาษาเปอร์เซียว่า shola-e(นุ่ม) zard(หวาน) (ออกเสียง โชเลยย สาดดด)

 

สำหรับท่านที่ผ่านของหวานตะวันตกมามาก คงจะรู้จัก rice pudding ที่เป็นของหวานทำจากข้าว หุ่งใส่นม น้ำตาล  นึกถึงทีไร ยังรู้สึกผะอืดผะอมไม่หาย ด้วยไม่อาจจะรับได้ว่าเอาข้าวเจ้ามาทำเป็นของหวาน ราวกับกินโจ๊กรสน้ำตาล  อันความเลวร้ายของการปรุงนี้ขอโยนให้อังกฤษแล้วกัน ด้วยเป็นคนทำอาหารจานที่ว่ามาแต่สมัยราชวงศ์ทิวดอร์ ไหนๆประเทศก็ขึ้นชื่อล่ำลือในความเลวร้ายของอาหารมานักแล้ว จะเป็นแพะให้ข้าพเจ้าในกรณีนี้อีกทีคงไม่กระไรนัก

 

ด้วยประสบการณ์ที่เลวร้ายจากของหวานอังกฤษจานนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปฏิเสธไม่แตะ rice pudding อีกเลย และหากรู้ว่า Shola-e-zard นั่นก็คือ rice pudding ละก้อ ข้าพเจ้าก็คงไม่ชิมอีกเช่นกัน  แต่ด้วยรูปลักษณะภายนอกที่ดูนุ่มชุ่มชื่น เหลืองอร่ามด้วยสีจากหญ้าฝรั่น แต่งหน้าด้วยอันมอนต์ซอย โรยด้วยผงอบเชยป่น มันช่างชวนกินเสียกระไร

 

เมื่อตักเข้าปาก ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็น rice pudding จากเนื้อสัมผัสที่เฉพาะ คล้ายข้าวต้มขึ้นอืดที่ยังจำติดตรึง แต่ Shola-e-zard มีมากกว่าความเปียกแฉะ มันมีความเย็นพอสบาย ความหวานอย่างบางเบา ตามมาด้วยกลิ่นกุหลาบจากน้ำกุหลาบที่ประพรมลงไปในน้ำ ตามมาด้วยอบเชย ที่ช่วยเติมน้ำหนักให้แก่กลิ่น และมีความกรุป หอมมันของอันมอนต์ซอยอีกนิดหน่อย

 

จากปากคนทำ Shola-e-zard เป็นของหวานพลังงานสูง หากไม่กินตอนเริ่มมื้ออาหารช่วงรอมฎอน ก็กินอีกทีตอนเที่ยงคืนเพราะสามารถทำให้อยู่ท้องไปตลอดทั้งคืนเลยทีเดียว

 

เมื่อจะเขียนเรื่อง Shola-e-zard นี้ เพื่อยืนยันความมั่นใจว่าเป็น rice pudding ก็ได้ลองถามคุณครูวิกิดู ก็ปรากฏว่าเป็น rice pudding จริงดังคาด แต่คุณครูวิกิแถมขยายความ rice pudding ไปกว้างขนาดเรียกว่ามี rice pudding ในทั่วทุกอารยธรรม โดยรวม ข้าวปายาส (payasam) ที่เป็นข้าวหุ่งกะทิของอินเดียใต้ และ กษิระ (kheer) ของอินเดียเหนือ ข้าวเหนียวดำเปียกของไทยเข้าไปเป็น rice pudding ด้วย   พอได้ฟังดั่งนี้แล้ว ค่อยมีทิศนคติที่ดีขึ้นต่อ rice pudding ขึ้นหน่อยหนึ่ง หาไม่ก็ยังคงเห็นเป็นข้าวต้มขึ้นอืดซัดน้ำตาลแบบอังกฤษอยู่นั่นเอง

 

สำหรับท่านที่สนใจไปชิม คงต้องไปก่อนหมดช่วงรอมฎอน  ร้านอาหมัด มีที่ตั้งร้านอยู่ในถนนปั้น (ซอยข้างวัดแขก สีลม) เข้าจากถนนสีลม ระยะราว ๗๐ เมตร ให้มองทางขวาหาอาคารชั้นเดียวบนหัวมุม เขียนชื่อร้านว่า เปอร์เซีย เรสเตอรอง  ตรงข้ามร้านอาหมัดมีคอนโดสูงขึ้นใหม่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำเครนตกใส่ร้านอาหมัดจนต้องปิดซ่อมมาแล้ว

โยกังรสเกลือ

Standard

โยกัง (羊羹) คือถั่วกวนญี่ปุ่นที่มีรสหวาน ทำกันมาหลายร้อยปี มีต้นเค้ามาจากแกงแพะของจีน ที่ญี่ปุ่นเอามาทำในแบบมังสวิรัติ ในปัจจุบันทำรสชาติหลากหลาย ทั้งมัตจะ, งา, ฯลฯ และหนึ่งในนั้น คือ รสเกลือ

พอพูดถึงรสของเกลือ เรามักจะนึกถึงรสเค็ม หรือว่าโยกังรสเกลือ มันคือโยกังเค็ม??

อิวายะโดโยกัง (岩谷堂羊羹 โยกัง ทำที่อิวายะโด ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งปราสาทอิวายะโดในอดีต จังหวัดอิวาเตะ ซึ่งทำโยกังที่มีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นโยกังที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างน้อย และมีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างแข็งกว่าเมื่อเทียบกับโยกังปกติ จึงตั้งชื่อเฉพาะว่า อิวายะโดโยกัง) ที่ทำโดยร้านไคชินโด มีการตีความ “รสเกลือ” ที่น่าสนใจ คือ ทำเป็นโยกังหวาน แต่แสดงรสอันกลม และมีความซับซ้อนของเกลือสมุทร (ที่ไม่ใช่เกลือโซเดียมคลอไรด์บริสุทธิ์ ที่มีความเค็มอันแหลมคมพ่วงขม) การแสดงรสอันอันเป็นเสน่ห์ของเกลือนั้นทำโดยไม่ให้รสเค็มของเกลือโผล่แซงขึ้นมาจนทำลายความเป็นขนมหวาน

ขนมตัวนี้จึงชี้ให้เห็นเสน่ห์ของเกลืออย่างโดดเด่น เกลือที่ให้รสที่มีความงามอย่างดอกเกลือ เกลือสมุทร เกลือหิมาลัยนั้น ย่อมเติมรสอันเพริดแพร้วนี้ลงไปในอาหาร ซึ่งเกลือที่สะอาดและบริสุทธิ์อย่างสูงมากๆทำได้เพียงเติมความเค็มอย่างทื่อๆลงไปเท่านั้น

kintsuba yaki (金鍔焼き)

Standard
kintsuba yaki เป็นขนมญี่ปุ่นที่มีไส้ (อาจจะเป็นถั่ว, เกาลัด, มันเทศ ฯลฯ) โดยมีเปลือกเป็นชั้นแป้งบางๆหุ้ม แรกทีเดียวขนมชนิดนี้ทำขึ้นที่เกียวโต โดยเอาแป้งข้าวเจ้ามารีดเป็นแผ่นบางห่อไส้แล้วเอาไปจี่บนแผ่นเหล้กจนแป้งสุก ในตอนนั้นขนมทำรูปออกจะกลมแบน หุ้มแป้งที่ย่างสุกมีสีขาว จึงเรียกกันว่า gintsuba (แปลว่า กระบังดาบเงิน)
ref4-14925.jpg

กระบังดาบ

 
พอขนม gintsuba ย้ายมาทำในโตเกียว ก็เปลี่ยนใช้แป้งสาลีแทนแป้งข้าวเจ้าสำหรับส่วนเปลือก แล้วก็เปลี่ยนชื่อจาก gintsuba มาเป็น kintsuba (กระบังดาบทอง) วิธีการหุ้มเปลือกก็เปลี่ยนมาทำเป็นชุปน้ำแป้งข้นๆแล้วเอาไปจี่แทน
ข้างล่างนี้เป็นคลิปทำ kintsuba yaki เพื่อให้เห็นภาพสร้างความเข้าใจได้ดีขึ้น

กำเนิดขนมญี่ปุ่น และเทพแห่งขนม

Standard
tajimamori no mikoto เทพเจ้าขนม ปรากฎในภาพชายในชุดโบราณ ที่ถือกิ่งส้มทาจิบานะ

tajimamori no mikoto เทพเจ้าขนม ปรากฎในภาพชายในชุดโบราณ ที่ถือกิ่งส้มทาจิบานะ

 

103

ศาลเจ้าคะโซ ศาลของเทพแห่งขนม

ในญี่ปุ่นมีศาลเจ้า”ผลบิดร” ชื่อ kaso-jinjya (菓祖神社) มีเทพประจำศาลชื่อ tajimamori no mikoto (田道間守命) เรื่องมีอยู่ว่า tajimamori no mikoto เป็นเชื้อพระวงศ์ญี่ปุ่น ซึ่งมีบรรพบุรุษสืบจากราชวงศ์ชิลล่า ทางคาบสมุทรเกาหลี  ได้รับบัญชาจากจักรพรรดิ์ suinin (垂仁天皇) ให้ออกเสาะหายาอายุวัฒนะ  tajimamori no mikoto จึงข้ามไปยังฝังคาบสมุทรเกาหลี ใช้เวลาสิบกว่าปีเพื่อหาอมฤตโอสถ ในที่สุดก็ได้ส้มชนิดหนึ่งมา เรียกกันในปัจจุบันว่า tachibana แต่เมื่อกลับถึงญี่ปุ่นก็ช้าเกินกาล จักรพรรดิ์ซุยนิน เสด็จสวรรคตไปเสียแล้ว  ทาจิมาโมริโนะมิโกโตะ จึงแบ่งส้มที่ได้มา ครึ่งหนึ่งถวายแด่จักรพรรดินี อีกครึ่งถวายหน้าสุสานองค์จักรพรรดิ์ แลร้องคร่ำคราวญด้วยความเสียใจจนสิ้นใจไป

ส้มที่ได้มาจากฝั่งคาบสมุทรเกาหลีนี่แหละที่เรียกกันว่า kashi หมายถึง “ผลไม้” ซึ่งคงจะเป็นผลไม้ชนิดแรกที่ญี่ปุ่นรู้จัก  ต่อมาจึงมีการใช้น้ำคั้นผลไม้ น้ำตาล แป้งเป็นวัตถุดิบในการทำขนมญี่ปุ่น  คำว่า kashi ที่เดิมหมายถึงผลไม้จึงเลื่อนความหมายมาเป็นขนมในเวลาต่อมา และ tajimamori no mikoto ซึ่งเป็นบิดาแห่งผลไม้ จึงกลายมาเป็น เทพเจ้าแห่งขนม ด้วยประการฉะนี้

turkish delight

Standard

ปีนี้ส่งท้ายปี ด้วย turkish delight ที่ดีที่สุดเ่ท่าที่เคยกินมา ต้องขอบคุณพี่ต๋อยแห่งคิงส์ซีฟู๊ดที่ให้ความเมตตา และอุปถัมภ์มาโดยตลอด

ไม่ว่าชา ไวน์ หรืออาหารใดๆ หากกินแล้วไม่อร่อย คงมีได้ ๒ กรณี คือ กรณีที่ ๑ ของที่เสพย์ไม่ได้ดีถึงขนาดที่จะสร้างความอภิรมย์ชมชื่น อีกกรณีคือเราเองไม่ได้มีความเข้าใจเพียงพอที่จะเห็นความงามในของที่เสพย์ โดยเฉพาะของกินเครื่องดื่มจากต่างวัฒนธรรม

turkish delight ที่เป็นของหวานที่ถือเป็นหน้าเป็นตาของตุรกีก็เช่นกัน ของหวานชนิดนี้ทำจากแป้งข้าวโพดเคี้ยวจนเหนียวหนึบ  ดูวิธีทำจากลิงค์ข้างล่างนี้คงจะดีกว่าอธิบายโดยคนทำไม่เป็นเป็นไหนๆ

http://video.about.com/mideastfood/Turkish-Delight.htm

ผมเองได้มีโอกาสชิม turkish delight หลายครั้งหลายครา จากฝีมือของช่างทำขนมต่างๆ  เวลาเคี้ยว turkish delight รู้สึกว่าเหมือนกันก้อนยางหยุ่นๆแข็งๆ มาตลอด และเวลากินมัน de-light มากกว่า delight  ทำให้ถามตัวเองมาตลอดว่า เราคงไม่เข้าใจความอร่อยแบบขนมตุรกีกระมัง

กระทั่ง พี่ต๋อยกรุณาส่ง turkish delight ยี่ห้อ Koska ที่บรรจุในกล่องกระดาษหกเหลี่ยม พอเปิดฝาดูก็มีถุงพลาติกที่บรรจุก้อน turkish delight ที่ถูกฝังกลบในน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ข้างกล่องบอกไว้ว่ามี ๓ รส คือ พิตาชิโอ ฮัสเซลนัต และมะพร้าว ดูเหมือนสีของแต่ละรสน่าจะต่างกัน ด้วยถ้าเพ่งดูดีๆลงไปใต้ชั้นไอซ์วิ่งจะเห็นสีเขียวบ้าง ชมพูบ้างพอเรื่อยๆ  แต่ถูกความขาวโพลนกลบไว้จนแทบแยกไม่ออก

ที่แตกต่างจาก turkish delight อื่น คือ เมื่อเปิดผนึกถุงพลาสติก turkish delight ก็ส่งกลิ่นหอม เบา เย็นๆ ฟุ้งออกมาจากถุง แค่กลิ่นก็พาให้รู้สึกเบาอยากจะลอยล่อง เนื้อสัมผัสแทนที่จะหยุ่นแข็ง บางรายแตกเป็นลิ่มๆเมื่อเคี้ยว แต่รายนี้กลับหยุ่นนุ่ม เคี้ยวขาดได้ง่าย ไม่ได้แข็งเหมือนก้อนยางพาราที่พบใน turkish delight ที่เคยลองแล้วๆมา กลิ่นของลูกไม้ และความหอมเบาๆ เย็นๆ ก็ยังมีตลอด รสค่อนจะเบากินแล้วเบาสบายในตอนแรก แต่จู่ๆความหวานแบบย่องมาเงียบๆ ก็โผล่พรวดออกมาในคราวเดียวในช่วงท้ายคำ เป็นความหวานบางคมที่ฟันแหวกฉากของรสกลมกล่อมชวนฝันให้แยกขาดได้ในการตวัดฟันเพียงทีเดียว

แม้ไม่มั่นใจว่า Koska จะเป็น turkish delight ที่ดีที่สุดหรือไม่ แต่เป็น turkish delight ทำให้เห็นเค้ารางความงามของรูปรส ในแบบฉบับของ turkish delight ได้