บันทึกชา: ตีปลิงและคินทสึกิ

Standard

ก่อนที่เราจะผลิตเครื่องถ้วยกันเป็นอุตสาหกรรมขนาดแตกบิ่นทิ้งขว้างได้ ในสมัยก่อนนั้นเครื่องถ้วยเครื่องกระเบื้องถือเป็นของมีราคา หากแตกบิ่นเสียหายก็จะซ่อมแซมให้ใช้งานต่อไปได้ วิธีการซ่อมที่ทำกันทั่วไปมี ๒ วิธี คือ ตีปลิง และคินทสึกิ

วิธีตีปลิง ญี่ปุ่นเรียก kasugai-dome (鎹留め) จะเจาะรูบนชิ้นงานที่แตก แล้วตอกปลิง ที่เป็นหมุดโลหะรูปตัว U เข้าไปในรูจับยึดชิ้นงานที่แตกเข้าด้วยกัน ชิ้นงานที่จะซ่อมด้วยวิธีนี้ได้ เนื้อจะต้องมีความแกร่ง และมีความหนาพอสมควร

IMG_20170718_155203

คินทสึกิ (金継ぎ) จะใช้น้ำรักที่เป็นยางเหนียวยึดชิ้นงานที่แตกเข้าด้วยกัน แม้ว่าวิธีนี้มีข้อดีคือสามารถใช้ซ่อมงานที่เนื้อดินเปราะและบาง ทั้งยังเติมเนื้อส่วนที่หายไปได้ แต่น้ำรักจะเสื่อมคุณภาพภายใต้แสงยูวี จึงไม่คงทนหากใช้กับงานที่ใช้งานกลางแจ้ง เช่น กระถางต้นไม้

mig

การเลือกใช้วิธีซ่อมชิ้นงานจึงเป็นไปตามข้อจำกัด และการใช้งานของเครื่องถ้วยนั้นๆ นอกจากจะเลือกตามความพอใจของคนสั่งซ่อม

บันทึกชา: ชากลิ่นกฤษณา

Standard
ชาผู่เออร์เป็นชาที่มักจะมีกลิ่นแปลกๆ โดยเฉพาะกลิ่นที่เป็นกลุ่มเครื่องยา เช่น กลิ่นพิมเสน กลิ่นยางไม้พวกเบนโซอีน และกฤษณา
สำหรับญี่ปุ่นมีแหล่งไม้กฤษณาที่สำคัญแต่โบราณ คือ เกาะอาวาจิ (เกาะเล็กๆที่อยู่ในทะเลญี่ปุ่น ระหว่างจังหวัดเฮียวโงะ บนเกาะฮอนชู และจังหวัดโตกุชิม่า บนเกาะชิโกกุ) เกาะนี้จะมีท่อนไม้กฤษณาลอยน้ำมาแล้วถูกซัดมาเกยอยู่ที่เกาะนี้เป็นระยะ นิฮอนโชงิที่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ในศตวรรษที่ ๖ มีท่อนไม้กฤษณาขนาดใหญ่ลอยมาติดที่เกาะอาวาจิ และได้นำขึ้นถวายจักรพรรดินีซุยโก ต่อมาไม้กฤษณาท่อนนี้ได้ชื่อว่า “รันจาไท ( 蘭奢待-ranjatai)” ขนาดยาวประมาณเมตรครึ่ง หนัก ๑๑.๖ กิโลกรัม ซึ่งเป็นท่อนไม้กฤษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม้ท่อนนี้ถูกเฉือนเอาไปใช้โดยผู้ปกครองคนสำคัญของญี่ปุ่นตลอดมา ตั้งแต่ อาชิคางะ โยชิมิตทสึ, โอดะ โนบุนางะ, จักรพรรดิเมจิ เป็นต้น ปัจจุบันไม้ท่อนนี้อยู่ ณ วัดโทไดจิ เมืองนาระ
14711962_1323307814354911_5390883121321213952_n.jpg

รันจาไท ท่อนไม้กฤษณาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

กฤษณามีกลิ่นต่างกันหลากหลาย ตัวที่มีคุณภาพสูงที่สุดที่มีกลิ่นหอมหวาน เรียกว่า กาลา ( 伽羅-kyara) แปลว่า “ดำ” ตามภาษาสันสกฤต ที่เรียกไม้กฤษณาว่า aguru และเรียกพวกที่มียางไม้มากมีสีเข้มว่า kālāguru

เกรดที่ต่ำลงมา เรียก จิงโค ( 沈香-jinkou) แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ สยามจิงโค ( シャム沈香-syamu jinkou) ที่มีแหล่งกำเนิดจากสยาม เวียตนาม กัมพูชา มีกลิ่นหวาน และ ทานิจิงโค (tani jinkou) มีถิ่นกำเนิดทางคาบสมุทรมาเลเซีย อินโดนีเซีย มีคนเดาว่าคำว่า “ทานิ” น่าจะกร่อนมาจาก “ปัตตานี” ซึ่งเป็นอาณาจักรบนแหลมมลายูในขณะนั้น

วกกลับมาเรื่องชากลิ่นกฤษณา เนื่องจากไม้กฤษณาที่พบโดยมาตอนนี้เมื่อเผาแล้วจะให้กลิ่นคล้ายหมูย่างไฟ ทำให้เข้าใจไม่ได้เลยว่าทำไมโบราณจึงยกย่องกลิ่นไม้กฤษณานัก ทั้งที่กลิ่นหมูย่างนี่ไม่น่าอภิรมย์จนนำมาสรรเสริญกันได้ กระทั่งได้ธูปที่ทำจาก “กาลา” ที่สหายแบ่งมาให้ จึงได้เข้าใจความหอมหวานงดงามของกลิ่นกฤษณา เมื่อกลับมาดูชาที่มีอยู่เดิมที่เราว่าเป็นกลิ่นพวกยางไม้และควันไม้สน ที่ตรงกว่าควรบอกว่ามันเป็นชาที่ให้กลิ่นไม้ “กาลา” ที่ว่านี้ และมีกลิ่นยางไม้หอมพวกเบนโซอีน กลิ่นพวกนี้จะเรียกว่าเป็นกลิ่นผู่เออร์ที่น่าสนใจก็คงจะไม่ผิด จึงได้เห็นมีบางท่านชงผู่เออร์โดยฝานแผ่นไม้กฤษณาลงไปชงด้วย เพื่อแต้มกลิ่นกฤษณาในน้ำชา

IMG_20170711_165135.jpg

ธูปผสม kyara ผลิตโดย shoyeido kyoto

ชงชาเขียวแบบล้างใบชา

Standard

ชาสีนิล หรือชากึ่งหมักทั้งหลายที่แพร่หลายกันในบ้านเรา เป็นชาที่ได้รับความนิยมเป็นกลุ่มน้อยในจีน จะว่าจำกัดอยู่ทางมณฑลทางภาคใต้ที่ติดทะเลทางตะวันออกของจีนก็คงไม่ผิดนัก ชาที่มีคุณภาพสูงราคาสูง คนที่มีกำลังซื้อได้ก็อยู่เพียงทางมณฑลที่ติดทะเลทางตะวันออกเท่านั้น นอกจากกลุ่มที่อยู่ทางใต้ที่ได้แก่ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ทางเหนือๆขึ้นไปก็ดื่มชาเขียวเป็นหลัก ส่วนปักกิ่งก็นิยมชามะลิชั้นปราณีต ซึ่งทำจากฮกเกี้ยน

ในกลุ่มที่นิยมชาเขียวนั้น ชาเขียวที่ถือว่าดีรสชาติก็ยิ่งเบาบางลงโดยลำดับ ระดับชั้นบนๆนั้นรสละเอียดจนเรียกว่า “รสของสิ่งที่ไร้รส” ก็คงไม่ผิดนัก

ลองดูตัวอย่างการชงชาขาวอันจี๋ (anji white tea; 安吉白茶) ที่ทำจากใบของต้นชาที่ขึ้นในที่สูง ใบอ่อนเรียวแหลม สีเขียวอมเหลือง มีขนขาวละเอียดปกคลุมผิวใบ ซึ่งถือกันว่าเป็นเกรดบนกัน สีอมเหลืองๆที่เห็นว่ากันว่าเป็นสีของการหมักอย่างอ่อนๆที่เกิดเองตามธรรมชาติ  จะว่าเป็นชาเหลืองตามธรรมชาติก็น่าจะได้

ชาขาวอันจี๋ (Anji white tea)

การชงจงเริ่มจากเติมน้ำร้อนอุ่นๆราว ๘๐-๘๕ องศา ลงในภาชนะชงชา แล้ววางใบชาลงบนผิวน้ำ ปิดฝารอให้ใบชาเปียกน้ำ เทน้ำแรกทิ้ง น้ำแรกที่ทิ้งนี้จะสีจางมากขาวอมเหลืองนวลๆ การล้างใบชาน้ำแรกนี้ให้ทำด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน  น้ำแรกที่ล้างทิ้งมีสัมผัสของเนื้อชาที่ไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เข้าใจว่าเป็นส่วนของขนชาที่ถูกล้างออก เพื่อขจัดสัมผัสที่ไม่เนียน

ใบชาที่ถูกวางบนน้ำร้อนเพื่อเตรียมล้างใบชา

น้ำแรกที่เทจากการล้างใบชา

เมื่อสะเด็ดน้ำแรกแล้วจึงเติมน้ำร้อนลงใบชา ปิดฝา แล้วรอเวลาให้น้ำร้อนสกัดรสชาออกมาในน้ำชา จะได้น้ำชาพร้อมดื่ม ชาพวกนี้โดยทั่วไปชงซ้ำกัน ๒-๓ น้ำ น้ำชาจะกลม ลื่น มีน้ำหนักกว่าน้ำเปล่า สัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนและความละเอียดของเนื้อ รสอมหวาน ชุ่มชื่น การชงชาแนวนี้ไม่แนะนำให้ใช้ใบชามากๆหวังจะให้รสจัด และไม่ควรชงด้วยความตะบี้ตะบันคาดคั้นเอารสของชา

น้ำชงจากชาขาวอันจี๋

大紅袍 ต้า หง เผา (จีนกลาง) ตั่ว อั่ง เพ้า (แต้จิ๋ว)

Standard

ผู้ที่ชื่อชอบดื่มชาจีน “ต้า หง เผา” หรือ “ตั่ว อั่ง เพ้า”ชื่อใดชื่อหนึ่งน่าจะเป็นชื่อชาที่คุ้นหูชื่อหนึ่งหรืออย่างน้อยต้องเคยได้ยินชื่อมาบ้าง ตั่วอั่งเพ้า คือ ชื่อชาสายพันธุ์หนึ่งว่ากันว่าต้นดั่งเดิม ขึ้นอยู่บน ชะง่อนเขาที่ชื่อ เทียนซินเหยียน (天心巖)  ในบริเวณเขาอู๋อี้(武夷山) ในมณฑลฮกเกี้ยน  ด้วยเหตุที่เขาอู๋อี้เป็นพื้นที่ภูเขาซับซ้อนมีแม่น้ำคดเคี้ยว หน้าผานับร้อย ต้นชามีขึ้นตามผาหิน จึงเรียกชาในบริเวณนี้ว่าเหยียน ฉา (巖茶)หรือภาษาอังกฤษมักเรียกว่า rock tea

 

ด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็นสุดยอดของชา เป็นราชันแห่งชา ทำให้ผมตามดื่มตามหาความงามจากรสของชาตัวนี้    ต้า หง เผา ที่ไหนมี ใครว่าดีเป็นต้องซื้อหามาชิม สิ่งที่เจอคือ ชาที่แน่น ทึบ แถมมีกลิ่นควันขะมุกขะมัวไม่น่าพิศมัยเท่าใดนัก หลายตัวที่ทดลองซื้อมาเข้าขั้นดื่มไม่ได้ เหมือนโยนอัฐทิ้งน้ำไปเปล่าๆ กาลเวลาผ่านไปๆการตามหาความงามต้าหงเผาเหมือนไล่จับผี

 

ก่อนที่ความพยายามจะดับมอดผมก็ได้พบต้าหงเผาตัวหนึ่ง มีกลิ่นหอมหวานของอบเชย รสชาติโปร่งเบา แผ่ซ่านราวกับดวงตะวันแจ่มจรัส  ต้าหงเผาตัวนี้อาจจะไม่ใช่ต้าหงเผาที่ดีที่สุดในแผ่นดินแต่บุคคลิกของมันได้ฉายให้เห็นความงามของชาที่น่าประทับใจ หากต้าหงเผาคือดวงตะวัน ชาตัวนี้ทำให้ได้เห็นดวงตะวันที่แจ่มชัดเปิดให้ผมสามารถมองเห็นความงามของต้าหงเผาตัวอื่นๆที่ดูเหมือนดวงตะวันในลักษณะอื่นๆเช่น  ตะวันแฝงหลังม่านเมฆ ตะวันมองลองเงาไม้ ซึ่งแล้วๆมาผมไม่เคยเห็นว่ามันงามเลย

เลือกป้านชามาไว้ใช้ชงชา

Standard

วงนี้มีเพื่อนๆซื้อหาป้านกันเยอะ จึงขอถือโอกาสเขียนเรื่องการเลือกป้านเอาไว้เป็นแนวทางในการซื้อหาป้านสำหรับชงชา ขีดเส้นใต้สองเส้นใต้คำ “สำหรับชงชา” สำหรับท่านที่มีจุดประสงค์ในการซื้อหาป้านที่ไม่ใช่เพื่อชงชาคงจะมีแนวและข้อแนะนำในการซื้อหาต่างออกไป

หมายเหตุไว้เล็กน้อยว่า เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ของตัวเองเอาเท่าที่นึกออก อาจจะไม่รอบคอบ ตกหล่นบ้าง ก็ขอให้ช่วยท้วงติงเผื่อจะได้รวบรวมให้เป็นหลักเป็นฐานต่อไป

 

๑) รูปทรง

ว่ากันเรื่องรูปทรงก่อนรูปทรงเป็นภาพลักษณ์ภายนอกของป้าน ซึ่งเป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด  โดยทั่วไปก็ลองกวาดตาหาป้านที่มีรูปต้องตาทรงต้องใจก่อนจริงๆมันจะเป็นทรงอะไรก็ได้ไม่ขัดข้อง เมื่อหาได้แล้วให้มองหาปาก ปากของป้านคือรูเปิดที่มีฝาของป้านปิดครอบไว้นั่นเอง ปากของป้านควรกว้างเข้าไว้ จะใส่ใบชาได้ง่ายและแตะกากชาออกได้คล่อง

เมื่อเจอปากของป้านแล้วให้ใช้นิ้วควานเข้าไปในป้านนิ้วของผู้ใช้ควรเข้าถึงได้ทุกซอกมุมเพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด ป้านที่ลึกมากจนนิ้วแตะไม่ถึงก้นป้านรูปทรงแฟนซีมากๆ มีปากป้านที่แคบหรือมีร่องหลืบภายในมากๆที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ถ้าจะซื้อต้องคิดก่อนว่าจะเอากากชาที่ก้นป้านออกได้อย่างไร   ถ้าตอบได้ก็ซื้อไว้ใช้ได้ไม่มีข้อขัดข้อง

๒) ขนาด

การเลือกขนาดของป้านมีข้อน่าคิดหลักๆ๓ ข้อ คือ จำนวนคนที่จะดื่ม ปริมาณน้ำชาที่จะดื่ม และราคาใบชา

การชงชาในป้านดินโดยพื้นฐานแล้วจะเลือกใช้ป้านดิน กับจอกชากระเบื้องเนื้อบางสีขาวการวัดขนาดอย่างง่ายๆวัดโดยความจุของป้านเป็นจำนวนจอกโดยเอาน้ำใส่จนเต็มป้านแล้วเทใส่จอกจนเต็ม เทได้กี่จอก ก็คือขนาดของป้านนั่นเองถ้าดื่มกัน ๒ คนก็เลือกป้าน ๒ จอก ถ้าจะดื่มกัน ๔ คนก็ควรเลือกป้านขนาด ๔ จอก

หากจะไม่เลือกขนาดด้วยจำนวนคนดื่มถ้าใช้ชงดื่มเอง ก็ให้ถามตัวเองว่าดื่มชามากน้อยแค่ไหน  ปริมาณที่จะดื่มนั่นแหละคือขนาดของป้านที่ควรเลือก

คำถามต่อมาคือ ราคาใบชามันเกี่ยวกับขนาดป้านด้วยหรือ ป้านที่มีขนาดใหญ่ จะใช้ใบชามาก ส่วนป้านขนาดเล็กก็จะใช้ใบชาน้อย  ถ้าชาราคาสูง เพื่อความประหยัดเบี้ยก็มักจะเลือกใช้ป้านเล็กขนาด๑-๓ จอก

โดยทั่วไปป้านที่ใช้งานง่ายๆก็อยู่ในขนาด ๔-๖ จอก เพราะขนาดใหญ่พอจะใส่ชา จะแคะกากชาก็ทำได้ง่ายจะดื่มคนเดียวก็หมด จะดื่มหลายคนก็แบ่งได้ แต่ถ้าจะเลือกป้านเพื่อชงชาชั้นดีดื่มเอง ขนาด ๔-๖ จอก ก็เป็นขนาดที่ใช้ได้แต่ถ้าจะประหยัดหน่อยก็เลือกป้านที่ย่อมลงมาเป็นขนาด ๑-๓ จอก

๓) ผิวพรรณและกลิ่นกาย

การเลือกป้านไว้ใช้งานให้มองหาป้านที่มีผิวเกลี้ยงเกลา พรรณสะอาด เนื้อจะหยาบจะละเอียดก็ได้ สีผิวจะคล้ำแดง เหลือง ม่วง ก็สุดแต่ความนิยมชมชอบส่วนบุคคล ไม่ควรเลือกป้านที่มีคราบดำ หรือป้านที่ดูเก่ามีดินที่ไม่ใช่เนื้อของป้านจับเกรอะกรังเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าคราบดำที่ว่าเป็นคราบชาที่เกิดจากการใช้งาน คราบน้ำมันยาขัดเกือก หรืออื่นๆที่เอามาแต่งแต้มเพื่อให้ดูเก่า หรือป้านนั้นผ่านอะไรมาบ้าง สิ่งที่ไม่ทราบเหล่านี้ที่อาจจะทำให้ป้านนั้นไม่เหมาะที่จะใช้ชงชา

กลิ่นกายของป้านอาจเป็นกลิ่นที่จะติดลงไปในน้ำชาที่ชงได้ บอกได้ยากว่ากลิ่นที่ติดป้านจะกำจัดให้หมดไปได้หรือไม่ป้านดินใหม่ที่เผาจนสุกด้วยความร้อนสูงและน้ำไม่ซึมผ่าน จะแทบไม่มีกลิ่นเลยกลิ่นกระดาษฟางหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ห่อป้านที่อาจติดมาบ้าง มักไม่ใช่ปัญหาสามารถกำจัดออกไปได้

หากเลือกป้านใหม่ไร้กลิ่นไม่ได้ ป้านที่จะเลิกไม่ควรมีกลิ่นที่กินไม่ได้เช่น กลิ่นเหม็น กลิ่นน้ำมัน กลิ่นน้ำยาเคมี

๔)ความเหมาะมือ

ป้านเป็นวัตถุที่ถูกหยิบฉวยในระหว่างใช้งาน  เมื่อจะซื้อป้านจึงควรเลือกที่เหมาะกับมือของคนใช้ป้าน

จุดที่ถูกหยิบจับบ่อยในระหว่างการใช้งานคือ จุก และหู  จุดที่ทำเป็นตุ้มกลมๆ บนฝาสำหรับใช้จับยึดหยิบฉวยเพื่อเคลื่อนยายฝา ขอเรียกจุดจับยึดนี้ว่า “จุก”  ส่วนหู คือ ส่วนที่ยื่นจากตัวป้าน ใช้สำหรับหยิบจับตัวป้านขณะใช้งาน ป้องกันไม่ให้มือถูกความร้อนจากตัวป้านลวกมือขณะใช้งาน

จุกที่พบกันดาษดื่นมากที่สุดมักทำเป็นรูปทรงกลม แต่ก็มีที่ทำเป็นห่วง เป็นหูหรือรูปสัตว์  ไม่ว่าจุกจะมีรูปร่างอย่างไรจุกควรติดกับตัวฝาอย่างมั่นคงแข็งแรงไม่เปราะบางแตกหักง่าย

การจับจุกทำได้หลายแบบขึ้นกับขนาด และลักษณะของจุก และความถนัดจุกขนาดเล็กมักใช้วิธีคีบด้วยปลายนิ้ว ๒ หรือ ๓ นิ้ว จุกขนาดใหญ่มักจับด้วยนิ้วหลายนิ้วเพื่อความมั่นคง

การจับจุกขนาดเล็กการจับจุกขนาดเล็กการจับจุกขนาดเล็กการจับจุกขนาดเล็กการจับจุกขนาดใหญ่การจับจุกขนาดใหญ่การจับจุกขนาดใหญ่การจับจุกขนาดใหญ่

การเลือกจุกให้ทดลองจับด้วยการจับที่ถนัดและเหมาะสม  จุกที่ดีคือ จุกที่จับกระชับ ไม่ลื่นหลุดมือ และเมื่อปล่อยก็ไม่ควรเกี่ยวติดมือ ที่มักพบทั่วไปคือ จุกที่หยิบแล้วไม่ติดมือ ลื่นหลุดมือได้ง่าย หากซื้อหามาใช้งาน ไม่นานเราจะมีป้านที่มีแต่ตัวเพราะทำฝาแตกเพราะหลุดมือ

ต่อจากจุกเราจะมาว่ากันเรื่องหู ทำกันหลากหลายรูปทรง หลายขนาด ใหญ่บ้างเล้กบ้าง โดยมากมักจะเป็นห่วงมีรูร้อยนิ้วผ่านได้

สำหรับป้านใบใหญ่จะสามารถร้อยนิ้วผ่านหูได้ จะร้อยนิ้วกลางผ่านหู แล้วคีบหูโดยใช้นิ้วกลาง นิ้วนางกับนิ้วหัวแม่มือ หรือจะร้อยนิ้วชี้ผ่านหู แล้วคีบโดยใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางกับนิ้วหัวแม่มือก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แต่รูหูที่นิ้วร้อยผ่านจะต้องใหญ่พอ เหลือช่องว่างระหว่างนิ้วกับตัวป้านไม่ให้นิ้วถูกป้านลวกขณะใช้งาน

สำหรับป้านใบเล็กหรือป้านที่มีรูหูเล็กเกินกว่าจะร้อยนิ้วผ่าน เราจะจับโดยใช้นิ้วคีบจะเป็นนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือจะใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางก็ได้การจับีบจะต้องทำได้กระชับมือ ไม่ลื่นหลุดและขณะยกป้านลอยจากพื้นนิ้วที่คีบจะต้องไม่สัมผัสกับตัวป้านที่อาจจะร้อนจัดขณะชงชา

ให้ลองหยิบจับป้านโดยท่าที่ถนัดยกป้านขึ้นจากพื้น แล้ววางป้านลงกับพื้นช้าๆเบาๆ ปล่อยมือ ลองทำซ้ำ ๒-๓ครั้งดูว่าสามารถหยิบจับทำได้คล่องแคล่วเหมาะมือดีหรือไม่

Boost Unavailable

๕) การกักเก็บน้ำ

ป้านที่ใช้งานได้ต้องไม่แตกร้าวรั่ว การทดลองโดยวางป้านบนพื้นราบเติมน้ำลงในป้านจนเต็มเปี่ยม ตั้งไว้สักพักหากน้ำในป้านพร่องลงให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีรอยรั่วร้าวที่ใดสักที่

อีกวิธีในการสำรวจหารอยร้าวรั่วคือ เอาป้านลงต้มในน้ำเดือด ถ้ามีจุดร้าวรั่วบริเวณนั้นจะมีฟองอากาศเล็กๆผุดขึ้นเป็นสาย

วิธีตรวจสอบการแตกร้าวที่มักทำกันคือ ใช้ฝาป้านเคาะกับตัวป้านแล้วฟังเสียง  การเคาะที่ใช้จุดเปราะบางเคาะกันอาจทำให้แตกปิ่นได้ จุดเปราะบางเหล่านี้ได้แก่ ลิ้น หรือขอบฝา  มารยาทที่ดีควรขออนุญาตเจ้าของป้านก่อนเคาะเพื่อหยั่งความเต็มใจของเจ้าของป้าน การเคาะป้านนอกจากอาจจะทำให้ป้านแตกปิ่นได้แล้ว ยังไม่สามารถตรวจสอบการรั่วซึมได้แน่นอนบางครั้งป้านที่ร้าวรั่วก็ยังคงมีเสียงใสกังวานดี

๖)การถ่ายเทน้ำ

หน้าที่ของป้านนอกจากจะต้องกักเก็บน้ำได้โดยไม่รั่วแล้วยังต้องถ่ายเทน้ำให้ไหลออกทางพวยได้โดยสะดวก เมื่อเอาน้ำเดือดเติมใส่ป้านจนเต็มปิดฝาและเทน้ำออก

การจับป้านเทให้น้ำไหลออกถ้าป้านขนาดใหญ่ควรจับ ๒ มือ โดยมือหนึ่งจับที่หูอีกมืดให้จับจุกเพื่อประคองไม่ให้ฝาหล่นขณะเทน้ำออกจากป้านในกรณีป้านขนาดเล็กอาจจะจับ ๒ มือเช่นป้านใหญ่หรือถ้าจะจับมือเดียวก็ได้โดยเอานิ้วชี้แตะไว้ที่จุกเพื่อประคองจุกระหว่างเท

การเทน้ำให้ดูว่าสามารถเทน้ำออกจากป้านได้ไหมหากรูอากาศที่ฝาอุดตัน หรือทางเดินน้ำในพวยอุดตัน จะเทน้ำไม่ออก น้ำที่เทออกจากป้านควรจะไหลได้คล่อง และไหลนิ่งเป็นสาย ไม่ติดขัด ไม่เลอะเทะไม่สำลักอากาศ ถ้าป้านที่มีลักษณะดังว่าก็สามารถใช้ชงชาได้แล้ว

ป้านบางใบช่างทำป้านทำฝาทำลิ้นได้สนิทกับตัวป้าน ขณะเทน้ำจะไหลออกเฉพาะทางรูพวยไม่ไหลออกทางปากป้านเลย ป้านที่มีลักษณะเช่นนี้มักมีราคาสูง เป็นงานโชว์ฝีมือเชิงช่าง แต่ไม่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับป้านที่เอาไว้พอชงชาได้

๗) ราคา

จอมยุทธมักแสวงหากระบี่วิเศษคนชงชาก็มักแสวงหาป้านดีๆ ซึ่งนอกจากกระเป๋าหนัก เงินถึงแล้ว ยังต้องมีโชคด้วยจะว่าไปการตามหาป้านคู่ใจสักใบก็เป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น ไม่แพ้การแทงหวยหรือซื้อไวน์ คือ ตอนซื้อเราไม่มีทางรู้มันได้ทุกแง่ทุกมุมจนกว่าจะเอากลับบ้านมาขัดสีฉวีวรรณ ลงมือชงชา และลิ้มชิมรสชาจากป้านนั้น  ถ้าโชคดีก็ได้ป้านวิเศษราคาไม่สูงถ้าโชคร้านก็ได้ป้านใช้การใช้งานไม่ได้แถมด้วยราคากระเป๋าฉีก

ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีมีเงินให้ถลุงเป็นถังๆหรือไม่สิ่งสำคัญที่ควรรู้สำหรับนักชงชามือใหม่ คือ คนที่เริ่มชงชามักจะทำป้านแตกหนึ่งถึงสองใบ การทำป้านแตกเป็นประสบการณ์สำคัญจะว่าจำเป็นก็ไม่ผิด ยิ่งป้านอันเป็นของรักของหวง ก็ราวคำกล่าวในนิยายบู๊ลิ้มว่ากระบี่อยู่คนอยู่ กระบี่หักคนม้วย ตอนป้านแตกหัวใจก็เหมือนพาจะปริร้าวไปด้วย แต่ก็การทำป้านแตกนี่แหละ ทำให้มีความระมัดระวังและความประณีตขึ้นในการหยิบจับใช้สอยป้านมากขึ้น

ป้านใบแรกๆสำหรับนักชงชาจึงควรเป็นป้านที่ราคาไม่สูงเกินไปนัก ใช้งานได้จริง ไม่มีกลิ่นรบกวนชาไม่เป็นป้านเลวเกินกว่าจะใช้ชงชา ทำแตกได้โดยไม่เสียดายสตางค์นักทั้งนี้ที่ร้านดับเบิ้ลด๊อกส์ได้จัดมุมป้านใบแรก โดยเราคัดเลือกป้านที่ราคาไม่สูงนักทุกใบผ่านการคัด ตรวจสอบการรั่วร้าว ทำความสะอาด และพร้อมใช้งานได้ทันทีเพียงท่านมาเลือกสีรูปทรงที่ชอบ และป้านที่เหมาะมือ พร้อมกำเงินมาด้วยจำนวนหนึ่งมาแลกเอาป้านไปและเราก็จะได้เอาเงินท่านออกไปซื้อหาป้านเข้ามาหมุนเวียนให้มีเลือกซื้อหาต่อไป

สิ่งที่ท่านควรได้จากป้านใบแรกนี้คือ การทำความรู้จักคุ้นเคยกับการชงชา รู้จักป้าน และเมื่อใช้งานจนคุ้นกับการชงชาดีแล้วก็คงเป็นเวลาที่ท่านต้องออกสู่โลกกว้างควานหาป้านของตัวเอง

๘)วัสดุ  เขียนเรื่องการเลือกป้านไป ๗ตอนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเขียนแคบไปหน่อยเพราะมุ่งไปที่ป้านเนื้อดินเผาเท่านั้น  ป้านชามีที่ทำด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น แก้ว เซรามิกและหิน  ไม่ว่าวัสดุจะเป็นอะไรสิ่งสำคัญคือจะต้องทนน้ำเดือดได้และไม่เป็นอันตรายต่อการใช้บริโภค

ป้านดินเผา  เก็บความร้อนได้ดี ชงชาที่ใช้อุณหภูมิสูง เรื่องทนน้ำเดือดโดยทั่วไปมักไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่ควรเอาใจใส่ คือ ความเป็นพิษ โดยเฉพาะจากโลหะหนักซึ่งบอกได้ยากเพราะไม่อาจรู้ว่าช่างทำป้านใส่อะไรผสมลงไปในเนื้อดินบ้าง  วิธีที่พอจะทดสอบได้เอง คือ การตรวจหาโลหะหนักโดยใช้ไข่ขาวมีวิธีดังนี้

(๑) ต้มน้ำให้เดือดส่วนที่หนึ่งเทใส่ป้านดินที่ต้องการทดสอบจนเต็มส่วนหนึ่ง  น้ำเดือดอีกส่วนหนึ่งใส่ถ้วยสะอาดใช้ดื่มน้ำ  ทิ้งน้ำทั้งสองส่วนไว้จนน้ำเย็นถึงอุณหภูมิห้อง

(๒) ต่อยไข่เอาไข่เฉพาะไข่ขาวมา๑ ส่วนผสมน้ำ ๙ ส่วน  แบ่งมาใส่ในหลอดทดลองวิทยาศาสตร์ที่เป็นแก้ว๒ หลอดเท่าๆกัน หลอดละประมาณ ๕-๑๐ มิลลิลิตร (๑-๒ ช้อนชา) ใส่ใน หากไม่มีหลอดทดลองวิทยาศาสตร์ให้ใช้ภาชนะใสเหมือนๆกัน ๒ ชิ้น ภาชนะที่จะใช้ทุกชิ้นควรล้างสะอาดและแห้ง

(๓)ตวงน้ำเดือดที่เย็นแล้วจากป้าน ๒ มิลลิลิตร (ครึ่งช้อนชา)ใส่ลงในหลอดทดลองที่ใส่ไข่ขาวผสมน้ำหลอดหนึ่งและตวงน้ำเดือดที่เย็นแล้วจากถ้วยสะอาด ๒ มิลลิลิตร (ครึ่งช้อนชา)ใส่ลงในหลอดทดลองที่ใส่ไข่ขาวผสมน้ำอีกหลอดหนึ่ง แล้วเขย่าให้ผสมเบาๆ

(๔) น้ำเดือดที่เย็นแล้วจากถ้วยสะอาดไม่ควรมีโลหะหนัก เมื่อรวมกับน้ำผสมไข่ขาวแล้ว ควรจะใสไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ  หากน้ำเดือดที่เย็นแล้วจากป้านไม่มีโลหะหนักเมื่อรวมกับน้ำผสมไข่ขาวควรใสเท่าๆกับตัวเปรียบเทียบแต่หากมีโลหะหนักจะไข่ขาวจะจับตัวกันเหมือนไข่ขาวที่ถูกต้มและน้ำจะขุ่นจนสังเกตได้

ป้านแก้ว ในกรณีของป้านที่เป็นแก้วสิ่งสำคัญคือต้องทนน้ำเดือดได้ จะรู้ได้ต่อเมื่อเทน้ำเดือดใส่ในป้านแก้ว  หากใช้เฉพาะชงชาเขียวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ๘๐องศาเซลเซียส ก็ไม่เป็นที่ต้องกังวลนัก

 

ป้านหิน ที่ใช้งานมักทำจากหินแกรนิตซึ่งทนความร้อนได้ดีไม่มีปัญหาแตกร้าว แต่หากเป็นหินที่มีลักษณะผลึกเป็นแผ่นๆก็อาจจะแตกได้ ต้องอาศัยผู้ชำนาญเรื่องหินช่วยชี้แนะ

 

การใช้งานและทำความสะอาดป้านชา (HOW TO USE AND CLEAN A TEA POT)

Standard

ป้านชาดินเผาที่เราใช้ชงชา มีวิธีใช้ง่ายๆ คือก่อนใช้ชงชาให้ล่างด้วยน้ำร้อน เมื่อใช้งานเสร็จให้ควักกากชาออกทิ้งแล้วล่างทำความสะอาดด้วยน้ำร้อน  แล้วเปิดฝาทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนจะเก็บ

กากชาหากร้อนมาก ให้หาอุปกรณ์เช่นช้อนไม้ควักออก และไม้ควรใช้ช้อนโลหะเนื่องจากโลหะมีความแข็งมาก อาจทำให้ป้านเกิดรอยขูดขีด

ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือผงซักฟอกทำความสะอาดป้านชา เนื่องจากป้านชาอาจจะดูดกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดและมีกลิ่นติดลงมาในน้ำชาที่ชง

 

A clay tea pot used for Gong Fu Cha can be simply cared.Wash and rinse the pot with hot water before tea preparation. Again after theusage, remove the brewed tea leaves and wash with hot water. Let the pot drywell without covering with the lid before putting it back in a close package.

 

To remove hot tea leaves from the pot, a wooden or bambooscoop will be an ideal tool. Never use a metal spoon since the metal couldleave a scratch on the pot surface.

 

Precaution: never apply any cleansing chemicals on the potsince the pot may absorb the chemicals and release it into the tea infusion.