มองความเป็นไทยผ่านผัดไทย

Standard

เวลาถามว่าอะไรเป็นอาหารไทย อะไรไม่ใช่อาหารไทย มันนำไปสู่การถกเถียงที่ยาวนาน บางทีก็นำไปสู่ว่าแค่คนไทยทำอาหารมันก็เป็นอาหารไทย หรือว่าต้องใช้วัตถุดิบไทย หรือทำขึ้นในอาณาเขตประเทศไทยเท่านั้นที่จะเรียกว่าอาหารไทยได้ อยากชวนมองผัดไทย เผื่อเราะเข้าใจความเป็นไทยได้บ้าง

ผัดไทย เป็นอาหารเส้นที่คงยอมรับกันโดยวงกว้างว่าเป็นอาหารไทย คราวนี้ลองมาแยกดูองค์ประกอบของผัดไทยดูว่ามีอะไรบ้างที่เป็นไทย องค์ประกอบของผัดไท ได้แก่ เส้นเล็ก ไข่ ใบกุยช่าย ถั่วงอก หัวไชโป๊สับ เต้าหู้เหลือง ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง พริกแห้งป่น น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขาม ส่วนประกอบที่ว่านี่เส้นก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก ไชโป๊ เต้าหู้ ถั่วลิสง กุ้งแห้ง น้ำปลา คงจะได้มาจากจีน พริกแห้งป่นชักไม่แน่ใจว่าเป็นของไทยหรือเปล่า น้ำมะขามก็ไม่แน่ว่าเราเอามาจากแขกไหม น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าวเราก็คงจะเลียนมาจากชาติอื่นอีก จะว่าไปผัดไทยที่เป็นอาหารประจำชาติ กลับแทบจะไม่มีวัตถุดิบที่มีรากมาจากวัตถุดิบประจำชาติเลย แม้กระทั่งการผัดในกระทะเหล็กก็เป็นวิธีปรุงอาหารที่รับเอามาจากจีน แบบถ้าเอาผัดไทกลับไปให้คนจีนที่เป็นต้นทางของวัตถุดิบสา่วนใหญ่ในจานนี้ คนจีนก็คงไม่คิดว่ามันเป็นอาหารจีน

ความเป็นไทยในผัดไทยจึงสร้างขึ้นมาจากากรหยิบฉวยเอาวัตถุดิบต่างๆโดยไม่สนว่าจะมีรากจากชาติไหน เอามาปรุงประกอบขึ้นใหม่ให้ถูกลิ้นรสนิยมแบบไทยๆ ความเป็นไทยจึงดูดิ้นได้มาก และเลื่อนไหลแบบจะจับเอาตายตัวคงทำได้ยาก

ชิมน้ำปลา

Standard

ทุกวันนี้ เราเข้าสู่ยุคที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรากินหยิบเข้าปากกันอีกแล้ว น้ำปลาที่ขายๆกันอยู่ทั่วไปในตลาด ไม่รู้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีกระบวนการทำอย่างไรบ้าง สารเติมแต่งต่างๆ ที่เป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีทางอาหารได้แทรกเข้าไปในของเหลวที่ใช้ชื่อว่า “น้ำปลา” กระทั่งเอาเกลือละลายน้ำ แต่งสี เติมกลิ่น ปรุงรส จนออกมาคล้ายน้ำปลา ก็ไม่เกินความเป็นไปได้

ในบรรดาน้ำปลาที่วางขายตามตลาด ชั้นที่เรียกได้ว่ามีดีเหนือน้ำปลาดาดๆนับว่ามีพบได้น้อย หลายเสียงที่อยู่รอบๆต่างให้ความเห็นว่าน้ำปลาดีที่หาได้ คือ “น้ำปลาพรพิพล” พอดีมีสหายผู้อารีได้น้ำปลาทำจากปลาสร้อยจำนวนหนึ่ง และแบ่งมาให้ชิม จึงรู้สึกตื่นเต้นที่นานๆจะได้ชิมน้ำปลาพื้นบ้าน น้ำปลาที่ได้มากลุ่มนี้ทำมาจากปลาสร้อยในลุ่มน้ำยม ที่ว่าเหลือเพียงปลาสร้อยในลุ่มน้ำยม เพราะเป็นแม่น้ำเพียงเส้นเดียวในภาคเหนือที่ไม่มีเชื่อนกั้น

ในภาพประกอบจากซ้ายไปขวา ได้แก่ น้ำปลาดิบหมักปีครึ่ง ไม่ต้ม, น้ำปลาหมักปีครึ่ง เร่งด้วยสับปะรด และผ่านการต้ม, น้ำปลาหมักปีครึ่ง และใช้เวลาต้มนานเป็นพิเศษ น้ำปลาที่ทำจากปลาสร้อยนี้เมื่อเทียบกับน้ำปลาที่ทำจากปลาน้ำเค็ม จะมีกลิ่นต่างออกไป พวกน้ำปลาที่ทำจากปลาน้ำเค็มจะมีกลิ่นคาวเฉพาะคล้ายกับคาวของปลากลุ่มพวกปลาอินทรีย์ ปลาซาบะ ปลาทู ปลาซาดีน และให้ลักษณะของเนื้อน้ำปลาที่ดูแน่นและทึบ ในขณะที่นำ้ปลาที่ทำจากปลาสร้อย ไม่มีกลิ่นคาวฉุน มีเนื้อที่ค่อนข้างใสกว่า ในระหว่างน้ำปลาปลาสร้อยด้วยกันมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยบางตัวเนื้อเบาใส ในขณะที่บางตัวเนื้อดูแน่นอวบกว่า แต่น้ำปลาปลาสร้อยที่ชิมทั้งหมดล้วนมีรสเค็มนำหน้าโดด และเป็นความเค็มที่แบน คม และแผ่กระจาย ทำให้นึกถึงลักษณะของแผ่นโลหะที่ถูกรีดเป็นแผ่นเรียบๆแข็งๆ ตามมาห่างๆทิ้งช่วงพอประมาณด้วยรสอุมามิ ซึ่งเป็นรสของกรดอะมิโน ที่เกิดจากย่อยและสลายตัวของเนื้อปลา

หลังจากที่ได้ชิมน้ำปลาพื้นบ้านที่ว่า ผมรู้สึกหดหู่ หดหู่ที่น้ำปลาพื้นบ้านทั้งหมดเป็นได้เพียงน้ำปลาสามัญ ความเค็มที่โดด แสดงออกทื่อๆอย่างหาเสน่ห์ที่น่ารัญจวนใจไม่ได้เลย เป็นรสที่เค็มนำปลา ถ้าหมายจะเอาเค็มแบบที่ว่า ใช้เกลือก็ได้ ปลาที่มีมาด้วยในน้ำปลามันเป็นแค่ของแถม หากมองหาความอยู่รอดของน้ำปลาพื้นบ้าน น้ำปลาที่ทำได้เพียงระดับน้ำปลาสามัญ จะว่าไปก็อยู่ในชั้นเดียวกับน้ำปลาอุตสาหกรรมที่ขายกันเกลื่อน หากจะหาข้อดี มันก็คงจะคุยได้แค่ว่าเป็นน้ำปลาแท้

การผลิตเชิงอุตสาหกรรมมีจุดแข็งคือปริมาณการผลิตที่สูง ต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ สามารถกระจายครองตลาดที่มาก โดยนัยนี้หากน้ำปลาพื้นบ้านทำได้เพียงน้ำปลาสามัญจับกลุ่มตลาดสามัญ ซึ่งเป็นการต่อสู้กับน้ำปลาอุตสาหกรรม ดูไร้ซึ่งความหวังว่าน้ำปลาพื้นบ้านจะชนะได้ หากมันจะชนะได้ มันก็ชนะไปแล้วตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้น้ำปลาอุตสาหกรรมที่เกิดทีหลังเติมโตและครองตลาดตามที่เห็นอยู่ ทางรอดของน้ำปลาพื้นบ้านควรต้องเจาะไปที่น้ำปลาอุตสาหกรรมไม่สนใจ หรือเข้าไม่ถึง นั่นคือน้ำปลาในระดับที่เหนือกว่าน้ำปลาสามัญ ซึ่งเป็นคนละตลาดกับตลาดสามัญ

น้ำปลาญี่ปุ่น ทำจากปลาฮาตะฮาตะ

สัปดาห์ต่อมาผมได้มีโอกาสชิมน้ำปลาญี่ปุ่น และน้ำปลาเกาหลี น้ำปลาญี่ปุ่นทำในจังหวัดอากิตะ ใช้ปลาฮาตะฮาตะเป็นวัตถุดิบ แม้น้ำปลาจะไม่ได้ใช้ทั่วไปในญี่ปุ่น แต่น้ำปลาที่ชิมก็ถือว่าเป็นน้ำปลาแบบทั่วไปของญี่ปุ่น ส่วนน้ำปลาเกาหลีมี ๒ ตัว ตัวหนึ่งถือได้ว่าเป็นน้ำปลาพิเศษ ทำจากปลาที่ตากแห้ง และถั่วหมัก การชิมน้ำปลาญี่ปุ่นและเกาหลียืนยันความเห็นผมไม่ผิดพลาด น้ำปลาปลาสร้อยที่ชิมไปเป็นได้แค่น้ำปลาสามัญ ทั้งน้ำปลาญี่ปุ่นและเกาหลีทุกตัวรสอุมามินำรสเค็ม หอม หวานรสเนื้อ มันฉุดให้ผมหวลระลึกถึงสมัยเด็กที่เคยไปซื้อน้ำปลาจากโรงงานทำน้ำปลา ที่อยู่บนถนนเลียบชายฝั่ง จ.ระยอง หัวน้ำปลาชั้นหนึ่งมันหอมหวาน มีสีอมแดง ส่วนน้ำปลาเกาหลีตัวบน จะเรียกว่ามันมีความซับซ้อนสูงจะว่ามันเลยความเป็นน้ำปลาไปแล้วก็ไม่น่าจะผิดนัก

จะว่าเป็นความบังเอิญก็ได้ สัปดาห์ต่อมายังไม่ทันที่ความทรงจำเรื่องรสน้ำปลาจะเลือนไป ก็ได้มีโอกาสชิมน้ำปลาพรพิมลที่ถูกกล่าวถึงในเชิงคุณภาพที่ดี น้ำปลาพรพิพลมีกลิ่นเฉพาะของน้ำปลาที่ทำจากปลาทะเล หากตัดความชอบไม่ชอบของบุคคลิกของกลิ่นออกไป น้ำปลาพรพิมลก็เข้าใกล้น้ำปลาอย่างดีที่เคยไปตักจากบ่อน้ำปลาเอง และเข้าใกล้เคียงกับน้ำปลาญี่ปุ่น

การในอนุรักษ์อาหารพื้นบ้าน จำเป็นที่คนที่ผลิตอาหารพื้นบ้านจะต้องดำรงคุณค่าของตัวอาหารที่เขาทำด้วย คุณค่าที่ว่าคงต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความภูมิใจในสิ่งที่ตนทำ ผนวกเขากับความตระหนักในคุณค่าของวัตถุดิบที่มี หากในวันนี้เรามีปลาสร้อยกองสุดท้ายที่เพียงพอจะทำน้ำปลาปลาสร้อยได้ขวดสุดท้าย ปลาก็ตายไปแล้ว คนทำน้ำปลาจะสามารถชุปชีวิตปลาสร้อยขึ้นมาใหม่ในรูปน้ำปลาที่เต็มไปด้วยความงามของน้ำปลาปลาสร้อยที่เลอเลิศ หรือจะฆ่ามันทิ้งซ้ำสองในน้ำปลาด้อยคุณภาพ หากมันดำเนินไปในทางที่สอง ผมเองกลับไม่เห็นคุณค่าที่ต้องเก็บการทำน้ำปลาเช่นที่ว่าไว้ ปล่อยปลาสร้อยฝูงสุดท้ายให้มันมีชีวิตต่อไปในน้ำแต่ต้นอย่างไปจับมันขึ้นมาคงจะมีค่ามากกว่า

ตะเพียนไร้ก้าง

Standard

ตะเพียนไร้ก้าง ร้านเสรี ณ แพร่งนราตะเพียนไร้ก้าง ร้านเสรี ณ แพร่งนรา

ปลาตะเพียน เป็นปลาน้ำจืดที่มีก้างเยอะมาก ก้างเยอะจนหลายคนไม่อยากกิน ในแง่ของคนทำอาหารก้างปลาตะเพียนคงเป็นสิ่งท้าทาย ร้านนี้ใช้วิธีบั้งเนื้อปลาถี่ๆ ใช้มีดตัดก้างฝอยในเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้น้ำมันทอดจนทั้งเนื้อและก้างปลากรอบกินได้ แล้วจึทำน้ำยำปรุงรสราดทับอีกที

ผัดกะเพรา

Standard

วันหนึ่งที่ไปกินอาหารในร้านเหลาเก่าแก่ของจีน พลันเหลือบไปเห็น “ผัดกะเพรา” ปรากฏในเมนูด้วย แว๊บความคิดที่ตามมา คือ เมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ก็เกิดประเด็นถกเถียงกันว่า ผัดกะเพราแท้จะมีถั่วฝักยาวหรือไม่มี จนขยายไปว่าผัดกะเพราแท้ๆจะต้องเป็นยังไง

ถ้าเราเชื่อกันว่า บ่อเกิดของอาหารประเภทผัดๆใช้น้ำมันทั้งหลายมาจากจีน ไหนลองสั่งผัดกะเพราร้านจีนเก่าแก่หน่อย เพื่อจะเห็นรสของผัดกะเพราอย่างโบร่ำโบราณ ร้านที่ทำนี้ต้องบอกไว้หน่อยว่ามีภูมิหลังทำอาหารแต้จิ๋ว ผัดกะเพราที่ได้มา ให้ลองจินตนาการถึงไก่ผัดน้ำมันหอย ที่มีกลิ่นกะเพราเด่น แล้วแซมพริกแค่พอมีความเผ็ดอย่างแหลมคมเล็กๆน้อยๆประปราย อย่างคนแต้จิ๋วที่ไม่ใช้รสเผ็ดจัดจ้าน

จำได้ลางๆต่อมาว่าซ๊อสหอยนางรมย้อนถอยหลังไปเกิน ๓๐ ปี มันเป็นซ๊อสที่มีราคาสูงมาก เล่ากันว่าราว คศ. ๑๘๘๘ หลีจิ้งชาง (คนเปิดร้านหลีกุมกี) เตรียมต้มหอยนางรมไว้ไม่ทันดูไฟทำหอยไหม้ เลยเกิดเป็นซ๊อสหอยนางรมต่อมา ซ๊อสที่ทำจากหอยจึงเป็นของอู้ฟู้ราคาสูง แต่ต่อมาราคามันตกต่ำลงจนไม่รู้ว่าทำด้วยอะไรแล้ว หากจะย้อนผัดกะเพราให้ถอยหลังไปก่อนซ๊อสหอยระบาด แต้จิ๋วคงไม่พ้นแทนซ๊อสหอยด้วยเต้าเจี้ยว

หากไทยรับช่วงต่อมา ก็คงแก้ไขปรับรสให้จัดจ้านและเผ็ดร้อนขึ้นให้เหมาะกับรสนิยมคนไทยยย กลางเป็นผัดกะเพราไทย

หากถามว่า ไก่กะไข่อะไรเกิดก่อนกัน ไก่กะไข่ตามความเข้าใจตอนนี้มันก็เกิดพร้อมกันน่ะสิ แต่ถอยขึ้นไปก่อนหน้านั้นมันไม่ใช่ทั้งไก่และไม่ใช่ไข่ เช่นเดียวกับชาที่เอาใบมาลวกน้ำ หากถามว่าต้นกำเนิดชาเป็นอย่างไร แน่นอนต้นกำเนิดชา (แปลว่าก่อนที่จะเป็นชา) มันย่อมไม่ใช่ชา ผัดกะเพราก็เช่นกัน การค้นหาว่าอะไรแท้ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับอะไรคือกรอบของผัดกะเพรา หรือจะเรียกว่าหัวใจผัดกะเพราก็ได้ กรอบหรือหัวใจของผัดกะเพราที่ว่านี่ก็คือกะเพรานั่นเอง มีใครสังเกตบ้างว่ากะเพราในท้องตลาดของเราใบใหญ่สวยงาม หากแต่หากลิ่นกะเพราแทบไม่ได้ ต่อให้หาสูตรตำรับผัดกะเพราจานแรกของโลกได้ และทำตามสูตรโดยใช้กะเพราปัจจุบัน มันก็คงจะไม่ได้รสอย่างต้นตำรับ เพราะวัตถุดิบหัวใจหลักคือกะเพรามันเปลี่ยนไป แม้จะใส่กะเพราก็ตาม และไม่มีกลิ่นกะเพรา มันก็ไม่สมควรเรียกผัดกะเพรา เพราะมันได้สูญเสียสาระหลักของมันไปแล้ว เหลือเพียงร่างกลวงเปล่าที่มีหน้าตาดูคล้ายผัดกะเพราเท่านั้น

หากจะรักษาผัดกะเพราไว้ ก็ต้องรักษากรอบหรือหัวใจ นั่นก็คือ ความงามของกลิ่นกะเพราในอาหารจานผัด ซึ่งจะบรรลุได้ก็ด้วยใช้กะเพราที่มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนรายละเอียดอื่นนั้นถ้าไปกำหนดกดชาว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันจะติดรูปแบบเดิมโดยไม่มีช่องว่างให้เกิดการสร้างสรรค์ แต่หากปล่อยเสรีอะไรก็ได้มันก็เละเทะ ผัดกะเพราจึงมีกรอบที่ต้องรักษา และมีส่วนที่ยืดหยุ่นแก่การสร้างสรรค์

กะเพราสไตล์จีน โดยภัตตาคารยิ้มยิ้ม ถนนเยาวพานิช

ผัดกระเพราสไตล์จีน
ผัดกะเพราไทย โดยโรงแรมเดอะภัทรา พระราม ๙ ซอย ๓๓ สำหรับท่านที่ต้องการผัดกะเพราที่ประณีตพอควร มีข้าวที่ใช้ข้าวคุณภาพดี และขี้เกียจจะลงมือทำเองในบ้าน หาไม่ก็ผัดกะเพราข้างทางก็จะได้ดั่งรูปข้างบน ที่มักเจอข้าวคุณภาพต่ำอันเป็นเรือ่งน่าอนาถจิต สำหรับประเทศที่คุยว่ามีข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลก แต่โดยเฉลี่ยแล้วตามร้านขายอาหารทั่วไป เรากลับกินข้าวคุณภาพต่ำกว่าประเทศกินข้าวอื่นๆรอบๆบ้านเรา

กะหรี่

Standard

ใบและดอกต้นกะหรี่

กะหรี่ เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murraya koenigii เป็นพืชในกลุ่มตระกูลส้ม สำหรับแกงของทางแขกทั้งอินเดีย และลังกาถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในแกงตัวหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับ พริก เกลือ และมะเขือเทศ ยิ่งได้ใบกะหรี่สดใส่ในแกงจะทำให้แกงมีสีสรรมากขึ้นกว่าใช้ใบแห้ง ต้นกะหรี่ในอินเดียมีขนาดโตได้ถึงขนาดคนโอบ แต่สำหรับในไทยไม่ได้มีแพร่หลายนัก ต้นที่เห็นๆกันมักมีขนาดแค่ต้นเท่าลำคอคน

ในทางไทย เราคงไม่ได้รู้สึกตัวนักว่าได้รับอิทธิพลการทำอาหารจากแขกมามาก โดยเฉพาะแขกลังกา หากได้ไปทางลังกา อาหารการกินและแกงที่ทางลังกาทำ จะรู้สึกได้ถึงความเป็นต้นธารอาหารไทย (ตามความเข้าใจของเราในปัจจุบัน) แต่ทางไทยเราแทบไม่เห็นมีใช้ใบกะหรี่ในอาหารเลย

ลองจินตนาการย้อนไปในอดีต หากมีแขกมาตั้งหลักปักฐานในแดนที่ต้นกะหรี่มีน้อยอย่างในไทย เขาจะทำอย่างไร คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะหาพืชอื่นเอามาใช้ทดแทน ซึ่งนั่นก็คงหนีไม่พ้น ใบมะกรูด ถ้าเราเปลี่ยนการทำแกงไทย เป็นการทำแกงแบบแขกแค่คงองค์ประกอบเครื่องแกงไทยไว้ แล้วถอนใบมะกรูดออกแทนที่ด้วยใบกะหรี่ จากแกงไทยเราก็น่าจะได้แกงที่เห็นความเป็นต้นธารอย่างแขกได้มากขึ้น

ลาก่อน ข้าวโพดเทียน

Standard


เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่พอเห็นคนขายข้าวโพด ก็พยายามหาข้าวโพดเทียนเนื้อสีขาว แต่ไม่เคยเจอ จนเมื่อวานนี้เองที่เจอคนขายข้าวโพดจากอยุธยา ซึ่งหอบข้าวโพดเทียนอย่างเดียวมาขายที่ตลาดวัดแขก ขายเป็นมัดๆละ ๒๐ บาท แต่เป็นข้าวโพดเทียนเนื้อสีเหลืองทั้งหมด จึงได้ถามหาข้าวโพดเทียนเนื้อขาว

จึงได้ข้อมูลจากคนขายข้าวโพดว่า เดิมที่อยุธยาปลูกข้าวโพดเทียน เนื้อขาวและเนื้อเหลือง แต่ต่อมาเนื้อขาวปลูกไม่ได้ตายหมด และตอนนี้ไม่มีพันธุ์เนื้อขาวแล้ว และเนื้อเหลืองก็กำลังจะหมดไป จะเหลือก็เป็นพันธุ์ใหม่เนื้อเหลืองและม่วง ของซีพี

…ลาก่อน ข้าวโพดเทียนเนื้อขาว

ขนมเปียกปูนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

Standard

สมัยเรียนเรขาคณิตมีสี่เหลี่ยมรูปโย้ๆอยู่ทรงหนึ่งที่เรียก สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แต่ขนมเปียกปูนที่ขายทั่วไปเดี่ยวนี้ก็เป็นรูปสี่หลียมจัตุรัสไปหมดแล้ว จะดีไหมหากจะเปลี่ยนชื่อขนมเป็น “ขนมจัตุรัส”

อย่าว่าแต่ขนมเปียกปูนรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเลย ขนมเปียกปูนดำก็หาได้ยากขึ้น ที่เห็นมักจะเป็นสีเขียวเสียมาก คงต้องโทษกระแสห่วงโลกร้อน คงทำเอาคนทำขนมไม่อยากเผากะลามะพร้าวให้เป็นถ่านสำหรับทำขนมเปียกปูนดำ

จึงคิดว่า ขนมเปียกปูนดำรูปสีเหลี่ยมขนมเปียกปูนคงจะสูญพันธุ์ไปแล้วกระมัง แต่แล้วก็แปลกใจ ระคนความดีใจ เหมือนได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน เมื่อกวาดสายตาไปปะ ขนมเปียกปูนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีดำ นอนเรียงรายในกาละมังใบกลม ริมถนนหน้าตลาดวันแขก

คนขายเป็นคุณป้า ที่เอามาขายบ้างไม่ขายบ้าง ไม่ได้ขายสม่ำเสมอ จึงรีบซื้อมาชิม หากอร่อยจะได้เอาไว้ซื้อฝากเพื่อนๆ เพราะเพื่อนหลายคนบ่นอยากกินขนมเปียกปูนดีๆ และรีบจัดแจงเก็บรูปมาฝากคนอื่นๆในเฟสบุ๊ค

ใครเจอขนมเปียกปูนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่ไหนบ้าง วานบอกที